เข้าสู่ระบบ

กระบวนการสานเสวนา

กระบวนการสานเสวนา

        การสานเสวนา (dialogue) เป็นรูปแบบหนึ่งของการสนทนา ที่มุ่งให้เกิดความเข้าใจ ทั้งมุมมองของตนและของผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น  โดยรากศัพท์แล้ว dia แปลว่าผ่าน logos แปลว่าคำหรือความหมาย  เมื่อรวมกันได้เป็นคำว่า dialogue ซึ่งหมายถึงกระบวนการทำให้เกิดความหมาย ที่ไหลลื่นผ่านไปในหมู่ ผู้สนทนา  เมื่อแปลเป็นไทยว่าสานเสวนา ซึ่งหมายถึงการสนทนาอย่างไม่เป็นทางการ (เสวนา) ที่มุ่งสานความหมายและความเข้าใจ  โดยยอมรับความแตกต่างของจุดยืน ความคิด และอัตลักษณ์ของผู้สนทนา

       เพื่อให้การสานเสวนาเป็นการสนทนาที่สานความเข้าใจ  ผู้พูดจะต้องพูดอย่างมีสติ  พูดอย่างเปิดใจ พูดถึงความคิดความเชื่อของเราโดยไม่อนุมานความคิดความเชื่อของผู้อื่นเพื่อมาวิเคราะห์ ตีความ หรือตัดสิน  ส่วนจะเรียงลำดับความอย่างไรก็ได้  แต่กระนั้นก็มีวิธีเรียงลำดับความแบบหนึ่งที่น่าจะนำมาใช้คือ  เริ่มพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจากการสังเกตเห็นของเรา โดยไม่ตัดสินหรือตีความหมายสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น  แล้วจึงแสดงความรู้สึกของเราที่มีต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น โดยไม่ต่อว่าหรือแสดงออกเชิงตำหนิหรือกล่าวโทษใคร ขั้นตอนต่อไปคือการบอกความต้องการ (need) หรือเป้าหมายของเรา  สุดท้ายจึงกล่าวคำขอ (ไม่ใช่คำสั่ง) ที่ขอให้ผู้อื่นกระทำเพื่อสนองความต้องการของเรานั้น การพูดจะต้องไม่เป็นการโจมตีผู้อื่น ไม่กล่าวโทษว่าผู้อื่นมีเจตนาร้าย  หรือมีจุดหมายซ่อนเร้น  หรือมีอุปนิสัยที่ไม่ดีต่าง ๆ นานา

การสานเสวนาเน้นที่การฟังมากกว่าการพูด  ในการสานเสวนาผู้ฟังจะต้องฟังอย่างลึกซึ้ง ฟังด้วยใจเปิดกว้าง เมตตา  ฟังโดยไม่ด่วนตัดสินหรือตัดสินไว้ก่อน ฟังแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา เมื่อรับฟังเรื่องใดมา  ขอให้ระงับใจไตร่ตรอง  อย่าโพล่งตอบหรือสวนออกไปด้วยความโกรธหรืออารมณ์อื่นใด  หากตั้งสติอยู่กับปัจจุบัน  ใส่ใจกับคำพูดที่ได้รับฟังมา เมื่อไตร่ตรองแล้ว  ควรเริ่มพูดโดยกล่าวถึงความเข้าใจของเราต่อสิ่งที่ได้ฟังมา  เพื่อแสดงว่าเราตั้งใจฟังจริง อย่างไรก็ดี  การแสดงความเข้าใจเช่นนี้  มีโอกาสที่จะถูกมองว่าเป็นการสรุปความที่คลาดเคลื่อน  ดังนั้น จึงควรกล่าวถึงบางประเด็นที่คิดว่าสำคัญเท่านั้น อีกทั้งกล่าวโดยใช้ประโยคให้ตรงกับที่ได้ฟังมาโดยไม่เรียบเรียงใหม่  จากนั้นจึงพูดถึงความคิดความเชื่อของเรา  โดยอาจเรียงลำดับความดังที่กล่าวไว้ในย่อหน้าก่อน

 การสานเสวนาอาจนำไปสู่การเปลี่ยนความคิดของผู้ร่วมการสานเสวนา  แต่ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงในตนเองหลังจากการไตร่ตรอง  ไม่ใช่การเห็นคล้อยอย่างฉาบฉวยหรือหลงตามสำนวนคารม  ส่วนความสัมพันธ์ของคู่ขัดแย้งที่หวังว่าจะดีขึ้นหลังการสานเสวนานั้น  แม้จะเป็นจุดมุ่งหมายหลักของการสานเสวนาเพื่อแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งก็จริง ก็ควรเป็นไปโดยธรรมชาติ  หลังจากเกิดความรู้สึกที่ดีขึ้น  เพราะได้มาพูดจากันอย่างเพื่อนมนุษย์  ได้สัมผัสความเป็นมนุษย์ที่มีร่วมกัน  และแต่ละคนรู้สึกว่าตนได้รับการยอมรับมากขึ้นนั่นเอง

 

จุดเริ่มต้นของ การ “สานเสวนา”

๑.ไม่มีวาระซ่อนเร้น ความงดงามของสานเสวนามาจาก “เจตนาบริสุทธิ์” คือ พูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา ไม่สวมหน้ากากเข้าหากัน...ไม่มีอะไรต้องซ่อนเร้น

๒.ปฏิสัมพันธ์กันอย่างมนุษย์ ให้ความเคารพ ให้เกียรติผู้อื่น...เพราะเขาไม่ใช่วัตถุสิ่งของที่ไร้หัวใจ ปฏิบัติต่อผู้อื่นเช่นเดียวกับที่อยากให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเรา

๓.เท่าเทียม ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้ “ให้ และ รับ” เท่าๆ กัน ไม่มีใครด้อยกว่า หรือเหนือกว่าใคร ไม่มีการครอบงำทางความคิด เขากับเราเท่าเทียมกัน เขากับเรามี ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เท่าเทียมกัน

๔.จุดยืนชัดเจน กล้า บอกความคิด ความเชื่อของตนเอง กล้า เปิดหู เปิดใจ ฟัง...ความเห็นที่แตกต่าง กล้ารับฟัง ว่าผู้อื่นเข้าใจ และเห็นว่าเราเป็นอย่างไร สื่อความหมายของเราให้ชัดเจน

๕.ไม่ด่วนสรุปตัดสินผู้อื่น จงภูมิใจในความคิด ความเชื่อ ของเรา แต่ไม่ได้หมายความว่าเราดีกว่า หรือเหนือกว่าคนอื่น แล้ว ด่วนสรุป ในสิ่งที่เขามี หรือเป็น ไม่ตัดสินเขาบนฐานความเชื่อของเรา

๖.ใจกว้างพอที่จะวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง หรือกลุ่มของตนเอง สิ่งใดที่ไม่ดี หรือไม่ถูกต้อง ก็น้อมรับความจริง อย่างไม่เข้าข้างตัวเอง กล้าหาญวิจารณ์ตน และกลุ่มของตนได้

๗.ซื่อสัตย์และจริงใจ การสื่อสารอย่างจริงใจ จำเป็นมาก สำหรับ “สานเสวนา” ความคิดเห็นใดที่เราไม่เห็นด้วย ควรแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยบอกเหตุผลให้ชัดเจน หลีกเลี่ยงการยอมรับแบบขอไปที

๘.ไว้วางใจผู้อื่น ให้เกียรติต่อความคิดของผู้อื่น ว่าเขาก็มีเหตุผลของเขา และน่าจะหาทางออกที่ดี ให้กับปัญหาตรงหน้าได้เช่นกัน ...ไว้วางใจในวิถีความเชื่อ ความสามารถ และเหตุผลของเขา

๙.ไม่ปะปนหลักการกับปฏิบัติ เมื่อผู้อื่นพูดหรือถามในเรื่องใดก็พูดตอบในเรื่องนั้น... ถ้าเขาพูดเรื่อง หลักตัวบท หรือทฤษฎี ก็ตอบเรื่องหลักตัวบท หรือทฤษฎี ถ้าเขาพูดหรือถามเรื่อง การปฏิบัติ ประสบการณ์ ก็ตอบเรื่องการปฏิบัติ หรือประสบการณ์ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา “การพูดคนละเรื่องเดียวกัน” หลีกเลี่ยง ความเข้าใจผิด

๑๐.ยืดหยุ่น แต่ตั้งใจจริง สานเสวนา เป็น “กระบวนการ” ที่ต้องอาศัย ความตั้งใจจริง ความต่อเนื่อง ความอดทน สานเสวนา จึงไม่ใช่ สูตรสำเร็จ หรือคำตอบสุดท้ายของปัญหาทันทีทันใด

สานเสวนา เป็นการฟัง การสื่อสาร เพื่อพัฒนาจิตภายใน เพื่อการเรียนรู้ เพื่อการเกิดเป้าหมายร่วมกัน และเพื่อสันติ เป็นธรรมดาที่อารมณ์ความรู้สึกฝ่ายลบอาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการสานเสวนา โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวกับเรื่องที่คิดเห็น เราอาจแสดงอารมณ์ ความรู้สึก ออกมาได้ แต่ต้องมี สติ ในการแสดง ความเห็นต่างต่อผู้อื่น ไม่ก้าวร้าวโดยทาง กาย วาจา และใจ ท้วงติงได้อย่างสุภาพ ให้เวลาและกำลังใจทุกคนที่เกี่ยวข้องให้พยายามเอาชนะ ความอึดอัดคับข้องใจ อคติ ความวิตกกังวลทั้งมวล

ดังนั้น กระบวนการสานเสวนา (dialogue) จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำนักบริหารกลางนำไปใช้ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกลุ่ม/ฝ่ายต่างๆ คือ การสานเสวนา ซึ่งเป็นการเปิดใจพูดคุย ฟังกันและกันอย่างลึกซึ้ง สานเสวนา เป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพในการลดความไม่เข้าใจ และส่งเสริมสร้างความปรารถนาดีต่อกัน อันเป็นก้าวแรกที่จะนำไปสู่ความร่วมมือ ร่วมใจ แก้ปัญหาในการปฏิบัติงานในบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

 

 

 

 

 

Search


เงื่อนไขการให้บริการเว็บไซต์ : Website Policy : Privacy Policy Website Security Policy
Copyright© 2012 KmOps. design by กลุ่มบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการ
ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข