เข้าสู่ระบบ

ตัวอย่างการกระทำผิดวินัย 3/2558

 

                                                                                                                                                                               

 

 
   
       

กรณีตัวอย่างการกระทำผิดวินัย

นายเพิกเฉย

    ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้องดำเนินการทางวินัยแก่ผู้กระทำผิดวินัยตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕51 มาตรา 90 ซึ่งบัญญัติไว้สรุปว่า เมื่อมีการกล่าวหาหรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำผิดวินัย ให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ ทราบโดยเร็ว และให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้โดยเร็วด้วยความยุติธรรมและโดยปราศจากอคติผู้บังคับบัญชาหรือผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจ สั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ ผู้ใดละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว หรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริตให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย ดังนั้น ถ้าผู้บังคับบัญชาผู้ใดไม่ดำเนินการทางวินัยแก่ผู้กระทำผิดวินัยจะมีความผิดวินัยโดยอาจเป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบของทางราชการ ตามมาตรา ๘๒(๒) และมาตรา 84 หรืออาจเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามมาตรา ๘๒(๒) และมาตรา 85(7) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ ดังตัวอย่างตามแนวทางลงโทษของ ก.พ. เช่น

            1. นาย ก.เจ้าหน้าที่บริหารงานช่าง มีหน้าที่ควบคุมบังคับบัญชาการปฏิบัติหน้าที่ราชการทั้งหมดของศูนย์บริการโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าได้ปล่อยปละละเลยให้เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีของศูนย์ฯไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ คือ รับเงินค่าขายแบบก่อสร้างแล้วไม่นำเงินส่งเป็นรายได้แผ่นดิน และเมื่อทราบเรื่องนี้แล้วนาย ก.กลับละเลยไม่รายงานหรือไม่ดำเนินการทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่การเงินดังกล่าว จึงลงโทษตัดเงินเดือน นาย ก. จำนวน 5%เป็นเวลา 3 เดือน

             2. นาย ข. หัวหน้าสถานฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน ได้ทราบถึงพฤติการณ์ของข้าราชการซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาว่ากระทำการเบียดบังยักยอกเงินฝากที่ญาติของเด็กและเยาวชนนำมาฝากไว้ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว แต่นาย ข. กลับเพิกเฉยไม่ได้ดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ดังกล่าว เพียงแต่ว่ากล่าวตักเตือนเท่านั้น อีกทั้งมิได้โยกย้ายให้ไปทำหน้าที่อื่น เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ดังกล่าวมีโอกาสเบียดบังเงินฝากของเด็กและเยาวชนอีกจนมีผู้ร้องเรียน ลงโทษตัดเงินเดือน นาย ข.จำนวน 5% เป็นเวลา 1 เดือน

   ไปเก็บดอก

   นางสมศรี ซึ่งเป็นข้าราชการ ได้ไปที่บ้านที่นางสมทรงเช่าพักอาศัยอยู่ตามที่นางสมทรง นัดให้ไปรับดอกเบี้ยเงินกู้ที่นางสมทรงได้ยืมเงินของตนไปขณะที่อยู่ในบ้านเช่านั้นปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมบุคคลที่ลักลอบเล่นการพนันภายในบ้านเช่าและจับกุมนางสมศรีไปด้วย นางสมทรงได้บอกให้ทุกคนที่ถูกจับ รับสารภาพเพื่อมิให้เกิดความยุ่งยากในการดำเนินคดี ต่อมาศาลจังหวัดได้พิพากษาปรับจำเลยทุกคนๆละ 750 บาท โดยนางสมทรง ออกเงินค่าปรับให้กับทุกคนทั้งหมด

      พฤติการณ์ของนางสมศรี ดังกล่าว เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่รักษาชื่อเสียงและไม่รักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย ตามมาตรา 82(10) และมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ลงโทษภาคทัณฑ์

         ลูกน้อง

      นางสมหวัง ซึ่งเป็นข้าราชการ ได้นำน้องสาวซึ่งตั้งครรภ์ไปฝากครรภ์และคลอดบุตรที่โรงพยาบาลของทางราชการโดยได้ใช้ชื่อของนางสมหวัง เป็นผู้มาคลอดบุตรและเป็นมารดา ของเด็ก รวมทั้งได้มีการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลจากทางราชการด้วยหลังจากนั้นได้มีการแจ้งเกิดว่าเด็กที่คลอดนั้นเป็นบุตร   ของนางสมหวังและสามี ต่อมาเมื่อมีการร้องเรียน นางสมหวังก็ได้คืนเงินค่ารักษาพยาบาลให้กับทางราชการแล้ว เหตุที่ทำเช่นนี้ก็เนื่องจากนางสมหวัง ประสงค์ที่จะมีบุตรแต่ก็มีบุตรยากและหากจะทำกิ๊ฟก็มีค่าใช้จ่ายสูงมากจึงได้ขอร้องให้น้องสาวช่วยตั้งครรภ์กับสามีของตนโดยวิธีธรรมชาติซึ่งทั้งคู่ก็ยินยอมจนมีการตั้งครรภ์และไปคลอดบุตรที่โรงพยาบาล ดังกล่าว

    พฤติการณ์ของนางสมหวัง ดังกล่าว เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่รักษาชื่อเสียง และไม่รักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย ตามมาตรา 82(10) และมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ลงโทษลดเงินเดือนจำนวน 4%

         ลูกอมลูกปืน

           นายยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นข้าราชการ ได้นำลูกกระสุนปืนมาข่มขู่เพื่อนร่วมงาน พร้อมกับพูดว่า             “ไอ้พวกอยากเป็นใหญ่ จะเอากระป๋องโค้กมาขว้างหัว เกลียดนักไอ้พวกอยากเป็นใหญ่ ไอ้สองตัวนี้ไปไหน    ไม่แน่จริงนี่หว่า นี่ไงลูกปืนเห็นไหม จะให้คนปากไม่ดี มันอม อมไอ้นั่นอย่างเดียวไม่พอ ไหนมันอยู่ไหน          ฝากลูกปืนให้มันด้วย”

         พฤติการณ์ของนายยิ่งใหญ่ ดังกล่าว เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐาน           ไม่สุภาพเรียบร้อยและไม่รักษาความสามัคคี ระหว่างข้าราชการด้วยกันและผู้ร่วมปฏิบัติราชการ ตามมาตรา ๘2(๗) และมาตรา ๘๔ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ ลงโทษตัดเงินเดือน จำนวน 4 % เป็นเวลา ๑ เดือน

  โชคดีของสามีใหม่

     นายอังคาร ซึ่งเป็นข้าราชการ ได้รู้จักและสนิทสนมกับนางจันทร์แรม ภรรยาของนายอาทิตย์ ในขณะที่นายอาทิตย์ไปทำงานอยู่ที่ประเทศอิรักจนมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน ต่อมาทั้งคู่ก็ได้หย่ากับคู่สมรสของตนทั้งสองฝ่าย นายอังคารได้จ่ายเงินค่าเลี้ยงดูให้กับนางจันทร์แรมอยู่ระยะหนึ่ง แต่ต่อมาได้หยุดจ่ายเงินให้เนื่องจาก นางจันทร์แรมได้มาระรานและทำร้ายร่างกาย นายอังคาร และนายอังคารมีภาระต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูให้กับครอบครัวเดิม ทั้งนี้นางจันทร์แรมยังมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับชายอื่นอีกจึงอาจไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดที่ทำให้นางจันทร์แรมเลิกรากับสามี

     พฤติการณ์ของนายอังคาร ดังกล่าว เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงฐานไม่รักษาชื่อเสียงและไม่รักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย ตามมาตรา 82(10) และมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ลงโทษตัดเงินเดือน จำนวน 4% เป็นเวลา ๑ เดือน

         ไป...ตามลูก

       นางแสงดาว ซึ่งเป็นข้าราชการ ไม่ได้ขึ้นปฏิบัติงานเวรพยาบาลในเวรเช้าและเวรดึก โดยไม่ได้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบทำให้ต้องจัดหาคนอื่นขึ้นปฏิบัติงานแทนโดยให้เหตุผลว่าตนไปตามหาบุตรชายที่ต่างจังหวัดเพราะบุตรชายหนีออกจากโรงเรียนและเมื่อกลับมาก็ไม่ได้ส่งใบลาทั้งนี้นางแสงดาวเคยมีพฤติการณ์ขาดงานและ ถูกผู้บังคับบัญชาว่ากล่าวตักเตือนมาแล้วหลายครั้ง

       พฤติการณ์ของนางแสงดาว ดังกล่าว เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานละทิ้งหน้าที่ราชการ ตามมาตรา 82(5) และมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน  พ.ศ.2551 ลงโทษตัดเงินเดือน จำนวน 4% เป็นเวลา 2 เดือน

                                                         เกร็ดความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย

       อายุความในการฟ้องคดีแพ่งของผู้เสียหายที่ฟ้องหน่วยงานของรัฐ นั้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาที่ 18961/2556 ในคดีที่โจทก์ฟ้องกระทรวงสาธารณสุขเป็นจำเลยในเรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหายจากการรักษาพยาบาลของแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาล ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขแห่งหนึ่ง

     คดีนี้จำเลยได้ฎีกาไว้ข้อหนึ่งว่าฟ้องของโจทก์นั้นได้ขาดอายุความไปแล้วเพราะฟ้องเกิน 1 ปี แล้วนับแต่ทราบเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คือทราบเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548 และฟ้องคดีเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549

     ศาลฎีกาได้พิจารณาฎีกาข้อนี้แล้วมีความเห็นสรุปว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในมูลละเมิดที่แพทย์และพยาบาลของจำเลยได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ซึ่งกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรงแต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ดังนั้น ความรับผิดของจำเลยกรณีนี้มิใช่ความรับผิดร่วมกับเจ้าหน้าที่ของตนซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดดังเช่นฐานะนายจ้างหรือลูกจ้าง จึงไม่อาจนำอายุความเรื่องละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้  เมื่อตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติอายุความเรื่องสิทธิเรียกร้องเช่นนี้ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อนับแต่วันเกิดเหตุละเมิด วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548 ถึงวันฟ้องวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 ยังไม่พ้น 10 ปี  คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

 

                          

Search


เงื่อนไขการให้บริการเว็บไซต์ : Website Policy : Privacy Policy Website Security Policy
Copyright© 2012 KmOps. design by กลุ่มบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการ
ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข