ตัวอย่างการกระทำผิดวินัย 4/2558

จุลสารข่าววินัยและคุณธรรม ฉบับนี้ขอนำเสนอความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและ กรณีตัวอย่างการกระทำผิดวินัย ผู้สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของกลุ่มเสริมสร้างวินัย และระบบคุณธรรม และดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ w.w.w.winaimoph.com       

กลุ่มเสริมสร้างวินัยและระบบคุณธรรมได้จัดให้มีโครงการอบรมเสริมสร้างและพัฒนาวินัยของผู้บังคับบัญชาสำหรับหัวหน้าหน่วยงานในระดับจังหวัดและอำเภอในราชการบริหารส่วนภูมิภาค สังกัด สป. จำนวน 5 รุ่นโดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป/โรงพยาบาลชุมชน และสาธารณสุขอำเภอ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาดังกล่าวมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวินัย รวมทั้งการเสริมสร้างและพัฒนาเพื่อให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัยและป้องกันมิให้มีการกระทำผิดวินัย

                            กรณีตัวอย่างกระทำผิดวินัย

         ผมไปกินข้าวครับ

นายเมรัย เป็นข้าราชการ ได้ปฏิบัติราชการจนกระทั่งเวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น.นายเมรัย ได้ออกจากที่ทำงานโดยไม่ได้บอกให้หัวหน้างานหรือเพื่อนร่วมงานทราบแต่อย่างใดต่อมาเวลาประมาณ ๑๑.๓๐ น. นายเมรัยได้กลับเข้ามาที่ทำงานโดยมีอาการมึนเมาสุราและพูดจาฟังไม่รู้เรื่อง หัวหน้างานจึงตามภรรยาให้มารับตัวกลับบ้านและเพื่อนร่วมงานได้ขับรถยนต์พา นายเมรัย ไปส่งที่บ้านพักโดยภรรยาคอยพยุงและนำตัวขึ้นและลงจากรถยนต์นายเมรัยรับว่าในวันและเวลาดังกล่าวตนได้ออกไปรับประทานอาหารที่บ้านพัก ระหว่างทางได้พบเพื่อนๆนั่งดื่มสุราอยู่ที่ร้านริมถนนและเรียกตนร่วมดื่มสุรา ตนจึงได้ร่วมดื่มสุราด้วยและไปรับประทานอาหารที่บ้านแล้วจึงกลับไปทำงาน      

           พฤติการณ์ของนายเมรัย ดังกล่าว เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานละทิ้งหน้าที่ราชการ และฐานไม่รักษาชื่อเสียงและไม่รักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย ตามมาตรา 82(5) (10) และมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ลงโทษตัดเงินเดือน จำนวน 4 % เป็นเวลา ๑ เดือน

     ท่าน ผอ.

     นายสุขใจ เป็นหัวหน้าสถานีอนามัยมาปฏิบัติงาน ที่สถานีอนามัยแต่ไม่ได้ลงชื่อปฏิบัติงานเป็นเวลา 4 วัน และขาดงานเป็นเวลา 3 วัน นายสุขใจรับว่าทั้ง 3 วันดังกล่าวตนเองไม่ได้มาทำงานและไม่ได้รับอนุญาตการลาการที่ตนไม่ลงชื่อปฏิบัติงานนั้นเนื่องจากเข้าใจว่าตนเป็นผู้อำนวยการ รพ.สต.แล้วจะลงชื่อหรือไม่ลงชื่อก็ได้

         พฤติการณ์ของนายสุขใจ ดังกล่าว เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ และฐานละทิ้งหน้าที่ราชการ ตามมาตรา  82(2) (5) และมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 สมควรตัดเงินเดือน จำนวน 4% เป็นเวลา 1 เดือน แต่มีเหตุลดหย่อนโทษเนื่องจากนายสุขใจ รับราชการมานานและไม่เคยกระทำผิดวินัยมาก่อน จึงลดโทษให้เป็นลงโทษภาคทัณฑ์

เพื่อราชการ

           นางสมศรี เป็นหัวหน้าหน่วยงานและมีอำนาจอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีตกลงราคา นางสมศรีได้ซื้อเครื่องปรับอากาศด้วยเงินของตนเองเพื่อใช้ในหน่วยงานจำนวน ๔ เครื่อง รวมเป็นเงิน ๑20,0๐๐ บาท โดยซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาปกติเนื่องจากเป็นช่วงที่มีการลดราคา ซึ่งนางสมศรีได้จัดซื้อในวันเดียวกันแต่แยกใบเสร็จรับเงินออกเป็น4 ฉบับ แล้วนำใบเสร็จรับเงินไปให้เจ้าหน้าที่พัสดุดำเนินการจัดทำเอกสารขออนุมัติซื้อโดยวิธีตกลงราคา และได้อนุมัติเบิกจ่ายเงินให้กับตนเอง    แม้การจัดซื้อเครื่องปรับอากาศดังกล่าว จะเป็นประโยชน์แก่ทางราชการ แต่เป็นการไม่จัดซื้อโดยวิธีสอบราคาและไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.๒๕๓๕ โดยมีลักษณะเป็นการแบ่งซื้อ

           พฤติการณ์ของนางสมศรี ดังกล่าวเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ ตามมาตรา ๘๒(๒) และมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ สมควรลงโทษภาคทัณฑ์ แต่เนื่องจากเป็นการกระทำผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ เนื่องจากนางสมศรีไม่เคยกระทำผิดวินัยมาก่อน จึงงดโทษให้โดยว่ากล่าวตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร แก่นางสมศรี

   ที่ทานประจำ

           นายรินและนายเบียร์ เป็นข้าราชการ ทั้งคู่ได้ซื้ออาหารสดและหมูย่าง มาประกอบอาหารที่บริเวณโรงจอดรถยนต์ของหน่วยงานซึ่งส่วนหนึ่งใช้เป็นที่ประกอบอาหารและรับประทานอาหาร และได้มีการดื่มเบียร์และสุราที่โรงครัวบ้านพักของทางราชการซึ่งอยู่ติดกับโรงจอดรถยนต์ดังกล่าวและมีประชาชนมาร่วมดื่มด้วย แม้ว่าโรงจอดรถยนต์ได้ใช้เป็นที่รับประทานอาหารเป็นประจำและอยู่ติดกับบ้านพักก็ตาม แต่เป็นพื้นที่โล่งแจ้งมีประชาชนมารับบริการรักษาพยาบาลตลอดเวลาโดยสามารถมองเห็นได้ง่าย เมื่อรับประทานอาหารกันเสร็จ ต่างก็แยกย้ายกันกลับไป แต่ขณะที่มีการรับประทานอาหารและดื่มกินกันอยู่นั้น ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ก็ยังทำงานกันอยู่และได้มีผู้แอบถ่ายภาพขณะมีการรับประทานอาหารและดื่มกินกันดังกล่าวและได้ส่งไปร้องเรียน                              

        พฤติการณ์ของนายรินและนายเบียร์ ดังกล่าวเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ตามมาตรา ๘๒(๒) และมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ สมควรลงโทษภาคทัณฑ์แต่เนื่องจากเป็นการกระทำผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ เนื่องจากทั้งคู่ไม่เคยกระทำผิดวินัยมาก่อนจึงงดโทษโดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือแก่ข้าราชการทั้งสองราย

เงินของ อสม.

        นางสมใจ ข้าราชการ ได้ทำการหักเงินค่าป่วยการของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) คนละ 50 บาท ต่อเดือน เพื่อสมทบเป็นกองทุนในการดำเนินงาน ในเรื่องของส่วนรวม อสม.บางคนไม่ยินยอมให้หักเงินจึงได้มีหนังสือร้องเรียนเรื่องนี้ขึ้น แม้ว่าการหักเงินดังกล่าวจะอ้างว่าเป็นมติที่ประชุมของอสม.ก็ตาม แต่ตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าป่วยการ ของ อสม.พ.ศ.2552 แล้วไม่สามารถหักเงินดังกล่าวมาดำเนินการใดๆโดยปราศจากความยินยอมของ อสม.ผู้เป็นเจ้าของเงินแม้ว่าจะทำไปในลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมก็ตาม ต่อมานางสมใจได้คืนเงินที่หักไปให้กับ อสม.แล้ว

พฤติการณ์ของนางสมใจดังกล่าวเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ ตามมาตรา ๘๒(๒) และมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ สมควรลงโทษภาคทัณฑ์ แต่เนื่องจากเป็นความผิดวินัยเล็กน้อย และมีเหตุอันควรงดโทษเนื่องจากไม่เคยกระทำผิดวินัยมาก่อน จึงงดโทษโดยให้ว่ากล่าวตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรแก่นางสมใจ

                                    เกร็ดความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย

     คดีปกครองเกี่ยวกับเงินบำเหน็จบำนาญของผู้ที่ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ

   นาย ก.เดิมเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกรมที่ดินได้พ้นจากราชการเนื่องจาก อายุครบ 60ปีบริบูรณ์ในปีงบประมาณ พ.ศ.2542 นาย ก.ได้รับเงินบำนาญตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2542 และได้รับเงินบำเหน็จดำรงชีพและเงินบำนาญจากกรมบัญชีกลางตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2550กรมที่ดินได้มีคำสั่งลงวันที่ 7 สิงหาคม 2550 ลงโทษไล่นาย ก.ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 อันเป็นวันที่นาย ก.เกษียณอายุราชการเป็นต้นไป เนื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลว่านาย ก.กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

            ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าการที่ กรมที่ดินได้มีคำสั่งลงวันที่ 7 สิงหาคม 2550 ลงโทษไล่นาย ก.ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 1ตุลาคม 2542 อันเป็นวันที่นาย ก.เกษียณอายุราชการเป็นต้นไป และนาย ก.ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อ ก.พ.ซึ่ง ก.พ. พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์จึงมีผลทำให้คำสั่งกรมที่ดินอนุมัติให้จ่ายเงินบำนาญปกติและเงินบำเหน็จดำรงชีพให้แก่นาย ก. ตามมาตรา 8(1)แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 เป็นต้นมา เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรมที่ดินได้มีหนังสือลงวันที่ 26 กันยายน 2550 เรียกเงินดังกล่าวคืนจึงเป็นกรณีที่กรมที่ดินใช้สิทธิเรียกเงินที่นาย ก.ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิอันมีลักษณะเป็นลาภมิควรได้ ตามมาตรา 406แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีหนังสือขอให้กรมที่ดินดำเนินการสอบสวนทางวินัยกรณีเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดิน จำนวน 18 คนรวมทั้งนาย ก.ถูกกล่าวหาว่ากระทำการโดยมิชอบในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และกรมที่ดินได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแต่ไม่ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงจนกระทั่งการดำเนินกระบวนการสอบสวนพิจารณาเสร็จสิ้นและได้จ่ายเงินบำนาญปกติและเงินบำเหน็จดำรงชีพแก่นาย ก.ทั้งที่ผลการสอบสวนข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีมูลที่ควรกล่าวหาว่านาย ก.กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจึงเป็นกรณีที่กรมที่ดินกระทำการ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นผลให้นาย ก.เชื่อโดยสุจริตในความคงอยู่ของคำสั่ง ทางปกครองที่ให้รับเงินบำนาญปกติและเงินบำเหน็จดำรงชีพโดยนาย ก.ได้รับเงินบำนาญและเงินบำเหน็จดำรงชีพตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 เป็นต้นมา เมื่อกรมที่ดินได้มีคำสั่งลงวันที่ 7 สิงหาคม 2550ลงโทษไล่นาย ก.ออกจากราชการโดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2542 เป็นต้นไปซึ่งเป็นวันที่นาย ก.เกษียณอายุราชการและนาย ก.ทราบคำสั่งดังกล่าวตาม ใบตอบรับของไปรษณีย์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2550  จึงถือได้ว่าเป็นวันที่นาย ก.ทราบว่าตน ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญและเงินบำเหน็จดำรงชีพและต้องคืนเงินที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิให้แก่กรมที่ดินซึ่งต้องคืนเงินที่รับไว้ในฐานลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืนตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 ถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2550ตามมาตรา 406 ประกอบกับมาตรา 412 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2550 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่นาย ก.ทราบคำสั่งไล่นาย ก.ออกจากราชการ ทำให้นาย ก.ตกอยู่ในฐานะไม่สุจริตจึงต้องรับผิดในการคืนเงิน ที่ได้รับไปเต็มจำนวน และข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากที่นาย ก. ได้รับทราบคำสั่งไล่ออกจากราชการแล้ว กรมบัญชีกลางได้โอนเงินให้นาย ก.อีก 3 เดือน เป็นเงินเดือนละ 20,896.05 บาท โดยหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ในวันที่ 24 สิงหาคม 2550 วันที่ 21 กันยายน 2550 และวันที่ 24 ตุลาคม 2550 จึงถือได้ว่านาย ก.ตกอยู่ในฐานะไม่สุจริตจึงต้องคืนเงินที่ได้รับมาทั้งหมดเต็มจำนวนรวมเป็นเงินที่นาย ก.ต้องคืนให้กับกรมที่ดินเป็นเงิน 63,433.32 บาท โดยจะต้องคืนเงินดังกล่าวให้ภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2550 แต่นาย ก.มิได้คืนเงินดังกล่าวจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2550 จนถึงวันฟ้องคือ วันที่ 1 สิงหาคม 2551

       ดังนั้น การที่กรมที่ดินมีคำสั่งให้นาย ก.คืนเงินบำนาญปกติและเงินบำเหน็จดำรงชีพตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2550 เป็นเงินจำนวน 2,106,894 บาท จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สำหรับคำขอของนาย ก.ตามอุทธรณ์ที่ขอให้ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนคำสั่งลงวันที่ 7 สิงหาคม 2550 นั้น เห็นว่านาย ก.ได้โต้แย้งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งของกรมที่ดินที่ลงโทษไล่ตนออกจากราชการมาในคำให้การ ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาแล้วรับเป็นคำให้การ    จึงฟังได้ว่าข้อโต้แย้งดังกล่าวของนาย ก.เป็นเพียงการโต้แย้งว่านาย ก.ไม่ต้องชดใช้เงินบำนาญและเงินบำเหน็จดำรงชีพคืนให้แก่กรมที่ดินอุทธรณ์ของนาย ก.ในประเด็นนี้ศาลปกครองสูงสุด จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษา ให้นาย ก.ชำระเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จำนวน 2,221,365.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ของต้นเงิน จำนวน 2,106,894 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จทั้งนี้ ให้ชำระให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุดและให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด   แก่กรมที่ดินนั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยบางส่วน พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้นาย ก.คืนเงิน จำนวน 63,433.32บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่กรมที่ดินและให้คืนค่าธรรมเนียมศาล ในศาลปกครองชั้นต้นให้แก่กรมที่ดินและค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ให้แก่นาย ก. ตามส่วนของการชนะคดี นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น                                                     

       (คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.240/2557)

       อ้างอิงข้อมูลจากเว็ปไซต์ของศาลปกครองhttp://www.admincourt.go.th