ตัวอย่างการกระทำผิดวินัย 5/2558

กรณีตัวอย่างกระทำผิดวินัย

    ไม่ทุจริตแต่ประพฤติชั่ว

                  นายทองคำ ข้าราชการรับผิดชอบงานการเงินของหน่วยงานและได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสานงานกับธนาคารในการกู้เงินเพื่อสินเชื่อสงเคราะห์ข้าราชการ ให้แก่ข้าราชการและลูกจ้างในสังกัด นายทองคำ ได้อาศัยสิทธิกู้เงินร่วมกับเจ้าหน้าที่ในสังกัดโดยไม่มีชื่อตนเองกู้เงินในสัญญาแต่นายทองคำรับปากกับเจ้าหน้าที่ว่าตนจะรับผิดชอบในเงินนั้น ทั้งนี้ เมื่อสัญญามีผลใช้บังคับแล้ว นายทองคำจะต้องรวบรวมเงินของเจ้าหน้าที่ที่กู้ยืมเงินจากธนาคารนำส่งชำระหนี้ให้กับธนาคารทุกเดือนตามสัญญา ปรากฏว่าเมื่อครบกำหนดตามสัญญาเจ้าหน้าที่ที่กู้เงินต่างก็ได้รับหนังสือทวงถาม ให้ชำระหนี้ที่ค้างชำระจากทางธนาคาร ทั้งที่ชำระเงินให้กับธนาคารไปแล้วทุกเดือน นายทองคำรับว่าตนได้นำเงินของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว กรมได้มีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ต่อมานายทองคำ ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค) ซึ่ง ก.พ.ค.ได้วินิจฉัยแล้วเห็นว่าพฤติการณ์ของนายทองคำ มีหน้าที่รวบรวมเงินเดือนค่าจ้างส่งใช้เงินกู้ตามความยินยอมระหว่างผู้กู้ธนาคารกับนายทองคำ แม้หน่วยงานต้นสังกัด จะยินยอมให้กู้เงินร่วมกับผู้อื่นและใช้ชื่อผู้อื่นกู้โดยไม่มีชื่อนายทองคำกู้เงินก็ไม่ทำให้กลายเป็นเรื่องราชการได้จึงไม่ครบองค์ประกอบของความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามมาตรา ๘๒ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๓๕ จึงวินิจฉัยให้ลดโทษเป็นปลดนายทองคำ ออกจากราชการ ฐานอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น และฐานกระทำการ อันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา ๘๒ วรรคสอง และมาตรา ๙๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๓๕

          ไปตั้งหลัก

นายอุดม ข้าราชการได้ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง กรณีนำยา Tripolidine2.5mg+Psuedoephedrine60 mg (tab) ไปแสวงหาประโยชน์ส่วนตนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ระหว่างนั้นปรากฏว่านายอุดม ได้หลบหนีไปและได้ขาดราชการติดต่อกันเกินกว่าสิบห้าวันและไม่ได้กลับมาปฏิบัติราชการ อีกเลย                        

         พฤติการณ์ของนายอุดม เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่าสิบห้าวัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามมาตรา 85(3) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ลงโทษไล่ออกจากราชการ

         นายร้อยทางลัด

นายลวง ข้าราชการ ได้พูดจาหว่านล้อมชักชวนประชาชนหลายรายว่าตนเองสามารถช่วยเหลือให้บุตรชายและบุตรสาวของนายดำและนางแดงเข้ารับราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรสายธุรการเป็นการภายในได้โดยไม่ต้องทำการสอบแข่งขัน แต่จะต้องจ่ายเงินให้กับนายลวง คนละ 400,000 บาท โดย ให้โอนเงิน เข้าบัญชีเงินฝากของพี่ชายนายลวง และถ้าช่วยไม่ได้ก็จะคืนเงินให้ทั้งหมดพร้อมกับดอกเบี้ย ปรากฏว่า นายดำและนางแดงได้โอนเงินเข้าบัญชี ให้จำนวนหลายครั้งและได้จ่ายเงินสดให้กับนายลวง รวมคนละ 400,000 บาท เมื่อบุตรชายและบุตรสาวของนายดำและนางแดง เดินทางไปรายงานตัวที่โรงแรมแห่งหนึ่งตามที่นายลวง นัดหมายเอาไว้เมื่อไปถึงก็พบว่ามีผู้ไปรายงานตัวอีกประมาณ 20 คน นายลวงและพวก ได้ชี้แจงสิทธิประโยชน์และขั้นตอนต่างๆ ในการเข้าเป็นนายร้อยตำรวจและให้ตัดชุดเครื่องแบบนายร้อยตำรวจโดยเรียกเงินมัดจำค่าตัดชุดอีกและได้ขอที่อยู่ของแต่ละคนเอาไว้พร้อมกับแจ้งว่าจะส่งหนังสือให้แต่ละคนไปรายงานตัว หลังจากนั้นก็ได้แจ้งให้ไปรายงานตัวเพื่อเข้าอบรมที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจโดยนัดให้บุตรชายและบุตรสาวของนายดำและนางแดง ไปรวมตัวกันที่อพาร์ตเม้นต์ แห่งหนึ่งก่อนเพื่อรอการชี้แจงอีกครั้ง หลังจากนั้นทุกคนจึงรู้ว่าพวกตนถูกหลอกและได้ทวงเงินคืน ต่อมานายลวงได้คืนเงินให้นายดำและนางแดง คนละ 100,000 บาท และพูดว่าจะไม่คืนเงินส่วนที่เหลือให้อีกแล้วให้ไปติดตามเอากับพี่ชายของนายลวงเอาเอง บุคคลเหล่านั้นจึงได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายลวง คดีนี้พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องนายลวง เป็นจำเลยในคดีอาญาฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน

   พฤติการณ์ของนายลวงเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 85 (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ลงโทษไล่ออกจากราชการ เนื่องจาก ก.พ.ได้กำหนดมาตรฐานการลงโทษในกรณีดังกล่าวไว้ สรุปว่า ข้าราชการที่กระทำผิดวินัยในกรณีเรียกและรับเงินจากผู้สมัครสอบแข่งขันหรือสอบคัดเลือกด้วยวิธีการต่างๆ เช่น แอบอ้างชื่อกรรมการสอบหรือเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการสอบทำการหลอกลวงหรือชักจูงผู้สมัครสอบด้วยประการต่างๆ แล้วเรียกและรับเงินจากผู้สมัครสอบโดยอ้างว่าจะช่วยเหลือให้สอบได้ นั้น พฤติการณ์ทำนองนี้เป็นเรื่องร้ายแรงที่ทำให้เสียหายแก่ชื่อเสียงของทางราชการอย่างยิ่ง ควรที่ทางราชการจะได้ปราบปรามให้เด็ดขาดด้วยการลงโทษในสถานหนักทุกราย แม้ผู้กระทำผิดนั้นไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการสอบ ยังไม่เข้าลักษณะเป็นความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ แต่พฤติการณ์ทำนองนี้ก็เป็นความผิดฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งควรลงโทษในสถานหนักระดับเดียวกับความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ คือ ไล่ออกจากราชการ ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ.ที่ สร 1006/ว 15 ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2516 ประกอบหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วน ที่ น.ว. 125/25 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2503 และที่ นร. 0205/ว.234 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2536 แม้จะนำเงินที่ได้เรียกรับไปแล้วมาคืนให้กับผู้เสียหาย ก็ไม่เป็นเหตุอันควรปรานีลดหย่อนโทษ

         เอาไปใช้หนี้ทำนา

           นางบุญเทียม ข้าราชการ ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหน่วยงานให้นำสมุดบัญชีธนาคารของทางราชการ ไปปรับยอดสมุดบัญชีให้เป็นปัจจุบัน นางบุญเทียมได้อาศัยโอกาสนั้นเพิ่มจำนวนเงินในใบถอนเงินเพื่อจ่ายเป็นค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่ จากเงินจำนวน 3,000 บาท เป็นเงิน 103,000 บาท และได้ปลอมลายมือชื่อผู้ลงนามเบิกถอนเงินอีกหนึ่งฉบับเป็นเงิน 80,000 บาท ทางธนาคารได้จ่ายเงินให้กับนางบุญเทียม และนางบุญเทียม ได้นำเงินที่ถอนไปใช้จ่ายในเรื่องส่วนตัวรวม 180,000 บาท โดยอ้างว่านำไปใช้หนี้นอกระบบที่ตนได้ยืมไปลงทุนทำนาแต่เกิดการขาดทุน ต่อมานางบุญเทียมก็ได้นำเงินมาคืนให้กับทางราชการครบถ้วนแล้ว กรณีนี้เมื่อนางบุญเทียมได้รับมอบหมายให้ไปปรับสมุดเงินฝากและรับเงินที่เบิกถอนเป็นค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่ จึงถือว่ามีหน้าที่ราชการและเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ การที่นางบุญเทียม ปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจลงนามในใบเบิกถอนเงินและแก้ไขจำนวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษรในใบถอนเงินแล้วนำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว นั้น แสดงให้เห็นถึงเจตนาทุจริตครบองค์ประกอบของการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต

          พฤติการณ์ของนางบุญเทียม ดังกล่าว เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต ตามมาตรา ๘๕(๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ ลงโทษไล่ออกจากราชการ

 

                           รวบรวมและจัดทำโดย นายเสมอ กาฬภักดี      นิติกรชำนาญการพิเศษ (ด้านวินัย)

                                                         นางสาวอัชนา ไชยชนะ นิติกร

            กลุ่มเสริมสร้างวินัยและระบบคุณธรรม

                                                  สำนักบริหารกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข