เข้าสู่ระบบ

กรณีตัวอย่างการกระทำผิด 2-56

จุลสารข่าววินัยและคุณธรรม ฉบับที่ ๒/๒๕๕๖

 

กรณีตัวอย่างการกระทำผิดวินัย

                   ตามที่จุลสารข่าววินัยและคุณธรรมฉบับที่ 1/2556 ได้ลงเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการเบิกเงินค่าเบี้ยประชุมของคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงและคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ความว่าไม่สามารถเบิกเงินได้อีกแล้วสำหรับการประชุมตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นมา เพราะมีพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2555 ประกาศใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2554 นั้น ปรากฏว่าได้พิมพ์ข้อความคลาดเคลื่อน ข้อความที่ถูกต้องคือ ประกาศใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2555และทำให้ไม่สามารถเบิกเบี้ยประชุมสำหรับการประชุมตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน  2555 เป็นต้นมา จึงขออภัยมา ณ ที่นี้

อ่านเพิ่มเติม: กรณีตัวอย่างการกระทำผิด 2-56

สรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัย

   สรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์

       การอุทธรณ์ เป็นกระบวนการให้ความเป็นธรรมแก่ข้าราชการพลเรือนสามัญตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ หมวด และขณะนี้คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ได้ออกกฎ ก.พ.ค.ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ.๒๕๕๑  ประกาศบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๑ สรุปดังนี้                                                                                                              

อุทธรณ์ คือ อะไร

   การอุทธรณ์ หมายถึง การที่ผู้ถูกลงโทษทางวินัยและถูกสั่งให้ออกจากราชการ ร้องขอให้ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ยกเรื่องขึ้นพิจารณาใหม่เพื่อให้เป็นไปทางที่เป็นคุณแก่ตน

กรณีที่มีสิทธิอุทธรณ์ มีอย่างใดบ้าง

     พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑มาตรา ๑๑๔ บัญญัติว่า “ ผู้ใดถูกสั่งลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๐ (๑) (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค.ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง...” ดังนั้น กรณีที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ จึงมี ๒ กรณี คือ

อ่านเพิ่มเติม: สรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัย

สรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับการร้องทุกข์และการพิจารณาร้องทุกข์

          การอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ นั้น ใช้สำหรับกรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญถูกลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ ๖ กรณี แต่ถ้าเป็นกรณีอื่นๆ นอกจากเรื่องดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕ จะต้อง “ร้องทุกข์”สำหรับขั้นตอนของการร้องทุกข์ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ได้ออกกฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ พ.ศ.๒๕๕๑ ประกาศบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๑ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๒

อ่านเพิ่มเติม: สรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับการร้องทุกข์และการพิจารณาร้องทุกข์

จุลสารข่าววินัยและคุณธรรม

  

จุลสารข่าววินัยและคุณธรรม

ฉบับที่ 9/2555

 

          เริ่มต้นฉบับนี้ขอนำคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๓๗๙/๒๕๕๔ กับคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 146/๒๕๕๔ ซึ่งได้คัดย่อมาจากบทความทางวิชาการที่เผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ของศาลปกครอง ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งมีหน่วยงานหลายแห่งในสังกัดที่มีปัญหาลักษณะคล้ายกัน มองได้หลายมิติ ทั้งในมิติของผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมาย ผู้ใต้บังคับบัญชา และผู้บริหาร ที่สามารถประยุกต์นำไปใช้ประโยชน์ได้ จึงนำมาเผยแพร่ต่อให้คนที่ยังไม่ได้อ่านได้ลองศึกษาดู ต่อจากคำพิพากษาศาลปกครองจะเป็นคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมซึ่งจริงอยู่แม้ไม่ใช่คำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาล แต่หากผู้อุทธรณ์พึงพอใจ เช่น ได้รับการลดหย่อนโทษจากไล่ออกจากราชการเป็นปลดออกจากราชการ ทำให้ได้รับบำเหน็จบำนาญไม่กลับบ้านมือเปล่า หรือลดโทษเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ทำให้ได้กลับเข้ามารับราชการทำงานต่อ เรื่องก็จะยุติที่นี่ไม่ไปถึงศาลปกครอง ดังนั้น เราจึงควรรู้แนวทางการวินิจฉัยขององค์กรไว้ด้วย ปิดท้ายด้วยกรณีตัวอย่างการกระทำผิดวินัยเหมือนเช่นเคย และหากท่านมีข้อเสนอแนะหรือต้องการติชมจะแจ้งให้ทราบก็สามารถติดต่อโดยตรงได้ที่กลุ่มเสริมสร้างวินัยและระบบคุณธรรมหรือเยี่ยมชมทางเว็บไซต์ http://www.winaimoph.com/ ครับ

อ่านเพิ่มเติม: จุลสารข่าววินัยและคุณธรรม

Search


เงื่อนไขการให้บริการเว็บไซต์ : Website Policy : Privacy Policy Website Security Policy
Copyright© 2012 KmOps. design by กลุ่มบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการ
ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข