เข้าสู่ระบบ

กลุ่มเสริมสร้างวินัย

คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ KM/แผน/โครงการ

ผลการดำเนินการจัดการความรู้กลุ่มเสริมสร้างวินัยฯ

ผลการดำเนินการจัดการความรู้ของกลุ่มเสริมสร้างวินัยฯ ปี 2558 ...

ตัวอย่างการกระทำผิดวินัย 5/2558

กรณีตัวอย่างกระทำผิดวินัย

    ไม่ทุจริตแต่ประพฤติชั่ว

                  นายทองคำ ข้าราชการรับผิดชอบงานการเงินของหน่วยงานและได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสานงานกับธนาคารในการกู้เงินเพื่อสินเชื่อสงเคราะห์ข้าราชการ ให้แก่ข้าราชการและลูกจ้างในสังกัด นายทองคำ ได้อาศัยสิทธิกู้เงินร่วมกับเจ้าหน้าที่ในสังกัดโดยไม่มีชื่อตนเองกู้เงินในสัญญาแต่นายทองคำรับปากกับเจ้าหน้าที่ว่าตนจะรับผิดชอบในเงินนั้น ทั้งนี้ เมื่อสัญญามีผลใช้บังคับแล้ว นายทองคำจะต้องรวบรวมเงินของเจ้าหน้าที่ที่กู้ยืมเงินจากธนาคารนำส่งชำระหนี้ให้กับธนาคารทุกเดือนตามสัญญา ปรากฏว่าเมื่อครบกำหนดตามสัญญาเจ้าหน้าที่ที่กู้เงินต่างก็ได้รับหนังสือทวงถาม ให้ชำระหนี้ที่ค้างชำระจากทางธนาคาร ทั้งที่ชำระเงินให้กับธนาคารไปแล้วทุกเดือน นายทองคำรับว่าตนได้นำเงินของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว กรมได้มีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ต่อมานายทองคำ ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค) ซึ่ง ก.พ.ค.ได้วินิจฉัยแล้วเห็นว่าพฤติการณ์ของนายทองคำ มีหน้าที่รวบรวมเงินเดือนค่าจ้างส่งใช้เงินกู้ตามความยินยอมระหว่างผู้กู้ธนาคารกับนายทองคำ แม้หน่วยงานต้นสังกัด จะยินยอมให้กู้เงินร่วมกับผู้อื่นและใช้ชื่อผู้อื่นกู้โดยไม่มีชื่อนายทองคำกู้เงินก็ไม่ทำให้กลายเป็นเรื่องราชการได้จึงไม่ครบองค์ประกอบของความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามมาตรา ๘๒ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๓๕ จึงวินิจฉัยให้ลดโทษเป็นปลดนายทองคำ ออกจากราชการ ฐานอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น และฐานกระทำการ อันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา ๘๒ วรรคสอง และมาตรา ๙๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๓๕

          ไปตั้งหลัก

นายอุดม ข้าราชการได้ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง กรณีนำยา Tripolidine2.5mg+Psuedoephedrine60 mg (tab) ไปแสวงหาประโยชน์ส่วนตนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ระหว่างนั้นปรากฏว่านายอุดม ได้หลบหนีไปและได้ขาดราชการติดต่อกันเกินกว่าสิบห้าวันและไม่ได้กลับมาปฏิบัติราชการ อีกเลย                        

         พฤติการณ์ของนายอุดม เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่าสิบห้าวัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามมาตรา 85(3) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ลงโทษไล่ออกจากราชการ

         นายร้อยทางลัด

นายลวง ข้าราชการ ได้พูดจาหว่านล้อมชักชวนประชาชนหลายรายว่าตนเองสามารถช่วยเหลือให้บุตรชายและบุตรสาวของนายดำและนางแดงเข้ารับราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรสายธุรการเป็นการภายในได้โดยไม่ต้องทำการสอบแข่งขัน แต่จะต้องจ่ายเงินให้กับนายลวง คนละ 400,000 บาท โดย ให้โอนเงิน เข้าบัญชีเงินฝากของพี่ชายนายลวง และถ้าช่วยไม่ได้ก็จะคืนเงินให้ทั้งหมดพร้อมกับดอกเบี้ย ปรากฏว่า นายดำและนางแดงได้โอนเงินเข้าบัญชี ให้จำนวนหลายครั้งและได้จ่ายเงินสดให้กับนายลวง รวมคนละ 400,000 บาท เมื่อบุตรชายและบุตรสาวของนายดำและนางแดง เดินทางไปรายงานตัวที่โรงแรมแห่งหนึ่งตามที่นายลวง นัดหมายเอาไว้เมื่อไปถึงก็พบว่ามีผู้ไปรายงานตัวอีกประมาณ 20 คน นายลวงและพวก ได้ชี้แจงสิทธิประโยชน์และขั้นตอนต่างๆ ในการเข้าเป็นนายร้อยตำรวจและให้ตัดชุดเครื่องแบบนายร้อยตำรวจโดยเรียกเงินมัดจำค่าตัดชุดอีกและได้ขอที่อยู่ของแต่ละคนเอาไว้พร้อมกับแจ้งว่าจะส่งหนังสือให้แต่ละคนไปรายงานตัว หลังจากนั้นก็ได้แจ้งให้ไปรายงานตัวเพื่อเข้าอบรมที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจโดยนัดให้บุตรชายและบุตรสาวของนายดำและนางแดง ไปรวมตัวกันที่อพาร์ตเม้นต์ แห่งหนึ่งก่อนเพื่อรอการชี้แจงอีกครั้ง หลังจากนั้นทุกคนจึงรู้ว่าพวกตนถูกหลอกและได้ทวงเงินคืน ต่อมานายลวงได้คืนเงินให้นายดำและนางแดง คนละ 100,000 บาท และพูดว่าจะไม่คืนเงินส่วนที่เหลือให้อีกแล้วให้ไปติดตามเอากับพี่ชายของนายลวงเอาเอง บุคคลเหล่านั้นจึงได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายลวง คดีนี้พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องนายลวง เป็นจำเลยในคดีอาญาฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน

   พฤติการณ์ของนายลวงเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 85 (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ลงโทษไล่ออกจากราชการ เนื่องจาก ก.พ.ได้กำหนดมาตรฐานการลงโทษในกรณีดังกล่าวไว้ สรุปว่า ข้าราชการที่กระทำผิดวินัยในกรณีเรียกและรับเงินจากผู้สมัครสอบแข่งขันหรือสอบคัดเลือกด้วยวิธีการต่างๆ เช่น แอบอ้างชื่อกรรมการสอบหรือเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการสอบทำการหลอกลวงหรือชักจูงผู้สมัครสอบด้วยประการต่างๆ แล้วเรียกและรับเงินจากผู้สมัครสอบโดยอ้างว่าจะช่วยเหลือให้สอบได้ นั้น พฤติการณ์ทำนองนี้เป็นเรื่องร้ายแรงที่ทำให้เสียหายแก่ชื่อเสียงของทางราชการอย่างยิ่ง ควรที่ทางราชการจะได้ปราบปรามให้เด็ดขาดด้วยการลงโทษในสถานหนักทุกราย แม้ผู้กระทำผิดนั้นไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการสอบ ยังไม่เข้าลักษณะเป็นความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ แต่พฤติการณ์ทำนองนี้ก็เป็นความผิดฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งควรลงโทษในสถานหนักระดับเดียวกับความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ คือ ไล่ออกจากราชการ ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ.ที่ สร 1006/ว 15 ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2516 ประกอบหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วน ที่ น.ว. 125/25 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2503 และที่ นร. 0205/ว.234 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2536 แม้จะนำเงินที่ได้เรียกรับไปแล้วมาคืนให้กับผู้เสียหาย ก็ไม่เป็นเหตุอันควรปรานีลดหย่อนโทษ

         เอาไปใช้หนี้ทำนา

           นางบุญเทียม ข้าราชการ ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหน่วยงานให้นำสมุดบัญชีธนาคารของทางราชการ ไปปรับยอดสมุดบัญชีให้เป็นปัจจุบัน นางบุญเทียมได้อาศัยโอกาสนั้นเพิ่มจำนวนเงินในใบถอนเงินเพื่อจ่ายเป็นค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่ จากเงินจำนวน 3,000 บาท เป็นเงิน 103,000 บาท และได้ปลอมลายมือชื่อผู้ลงนามเบิกถอนเงินอีกหนึ่งฉบับเป็นเงิน 80,000 บาท ทางธนาคารได้จ่ายเงินให้กับนางบุญเทียม และนางบุญเทียม ได้นำเงินที่ถอนไปใช้จ่ายในเรื่องส่วนตัวรวม 180,000 บาท โดยอ้างว่านำไปใช้หนี้นอกระบบที่ตนได้ยืมไปลงทุนทำนาแต่เกิดการขาดทุน ต่อมานางบุญเทียมก็ได้นำเงินมาคืนให้กับทางราชการครบถ้วนแล้ว กรณีนี้เมื่อนางบุญเทียมได้รับมอบหมายให้ไปปรับสมุดเงินฝากและรับเงินที่เบิกถอนเป็นค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่ จึงถือว่ามีหน้าที่ราชการและเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ การที่นางบุญเทียม ปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจลงนามในใบเบิกถอนเงินและแก้ไขจำนวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษรในใบถอนเงินแล้วนำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว นั้น แสดงให้เห็นถึงเจตนาทุจริตครบองค์ประกอบของการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต

          พฤติการณ์ของนางบุญเทียม ดังกล่าว เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต ตามมาตรา ๘๕(๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ ลงโทษไล่ออกจากราชการ

 

                           รวบรวมและจัดทำโดย นายเสมอ กาฬภักดี      นิติกรชำนาญการพิเศษ (ด้านวินัย)

                                                         นางสาวอัชนา ไชยชนะ นิติกร

            กลุ่มเสริมสร้างวินัยและระบบคุณธรรม

                                                  สำนักบริหารกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ตัวอย่างการกระทำผิดวินัย 4/2558

จุลสารข่าววินัยและคุณธรรม ฉบับนี้ขอนำเสนอความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและ กรณีตัวอย่างการกระทำผิดวินัย ผู้สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของกลุ่มเสริมสร้างวินัย และระบบคุณธรรม และดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ w.w.w.winaimoph.com       

กลุ่มเสริมสร้างวินัยและระบบคุณธรรมได้จัดให้มีโครงการอบรมเสริมสร้างและพัฒนาวินัยของผู้บังคับบัญชาสำหรับหัวหน้าหน่วยงานในระดับจังหวัดและอำเภอในราชการบริหารส่วนภูมิภาค สังกัด สป. จำนวน 5 รุ่นโดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป/โรงพยาบาลชุมชน และสาธารณสุขอำเภอ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาดังกล่าวมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวินัย รวมทั้งการเสริมสร้างและพัฒนาเพื่อให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัยและป้องกันมิให้มีการกระทำผิดวินัย

                            กรณีตัวอย่างกระทำผิดวินัย

         ผมไปกินข้าวครับ

นายเมรัย เป็นข้าราชการ ได้ปฏิบัติราชการจนกระทั่งเวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น.นายเมรัย ได้ออกจากที่ทำงานโดยไม่ได้บอกให้หัวหน้างานหรือเพื่อนร่วมงานทราบแต่อย่างใดต่อมาเวลาประมาณ ๑๑.๓๐ น. นายเมรัยได้กลับเข้ามาที่ทำงานโดยมีอาการมึนเมาสุราและพูดจาฟังไม่รู้เรื่อง หัวหน้างานจึงตามภรรยาให้มารับตัวกลับบ้านและเพื่อนร่วมงานได้ขับรถยนต์พา นายเมรัย ไปส่งที่บ้านพักโดยภรรยาคอยพยุงและนำตัวขึ้นและลงจากรถยนต์นายเมรัยรับว่าในวันและเวลาดังกล่าวตนได้ออกไปรับประทานอาหารที่บ้านพัก ระหว่างทางได้พบเพื่อนๆนั่งดื่มสุราอยู่ที่ร้านริมถนนและเรียกตนร่วมดื่มสุรา ตนจึงได้ร่วมดื่มสุราด้วยและไปรับประทานอาหารที่บ้านแล้วจึงกลับไปทำงาน      

           พฤติการณ์ของนายเมรัย ดังกล่าว เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานละทิ้งหน้าที่ราชการ และฐานไม่รักษาชื่อเสียงและไม่รักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย ตามมาตรา 82(5) (10) และมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ลงโทษตัดเงินเดือน จำนวน 4 % เป็นเวลา ๑ เดือน

     ท่าน ผอ.

     นายสุขใจ เป็นหัวหน้าสถานีอนามัยมาปฏิบัติงาน ที่สถานีอนามัยแต่ไม่ได้ลงชื่อปฏิบัติงานเป็นเวลา 4 วัน และขาดงานเป็นเวลา 3 วัน นายสุขใจรับว่าทั้ง 3 วันดังกล่าวตนเองไม่ได้มาทำงานและไม่ได้รับอนุญาตการลาการที่ตนไม่ลงชื่อปฏิบัติงานนั้นเนื่องจากเข้าใจว่าตนเป็นผู้อำนวยการ รพ.สต.แล้วจะลงชื่อหรือไม่ลงชื่อก็ได้

         พฤติการณ์ของนายสุขใจ ดังกล่าว เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ และฐานละทิ้งหน้าที่ราชการ ตามมาตรา  82(2) (5) และมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 สมควรตัดเงินเดือน จำนวน 4% เป็นเวลา 1 เดือน แต่มีเหตุลดหย่อนโทษเนื่องจากนายสุขใจ รับราชการมานานและไม่เคยกระทำผิดวินัยมาก่อน จึงลดโทษให้เป็นลงโทษภาคทัณฑ์

เพื่อราชการ

           นางสมศรี เป็นหัวหน้าหน่วยงานและมีอำนาจอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีตกลงราคา นางสมศรีได้ซื้อเครื่องปรับอากาศด้วยเงินของตนเองเพื่อใช้ในหน่วยงานจำนวน ๔ เครื่อง รวมเป็นเงิน ๑20,0๐๐ บาท โดยซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาปกติเนื่องจากเป็นช่วงที่มีการลดราคา ซึ่งนางสมศรีได้จัดซื้อในวันเดียวกันแต่แยกใบเสร็จรับเงินออกเป็น4 ฉบับ แล้วนำใบเสร็จรับเงินไปให้เจ้าหน้าที่พัสดุดำเนินการจัดทำเอกสารขออนุมัติซื้อโดยวิธีตกลงราคา และได้อนุมัติเบิกจ่ายเงินให้กับตนเอง    แม้การจัดซื้อเครื่องปรับอากาศดังกล่าว จะเป็นประโยชน์แก่ทางราชการ แต่เป็นการไม่จัดซื้อโดยวิธีสอบราคาและไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.๒๕๓๕ โดยมีลักษณะเป็นการแบ่งซื้อ

           พฤติการณ์ของนางสมศรี ดังกล่าวเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ ตามมาตรา ๘๒(๒) และมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ สมควรลงโทษภาคทัณฑ์ แต่เนื่องจากเป็นการกระทำผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ เนื่องจากนางสมศรีไม่เคยกระทำผิดวินัยมาก่อน จึงงดโทษให้โดยว่ากล่าวตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร แก่นางสมศรี

   ที่ทานประจำ

           นายรินและนายเบียร์ เป็นข้าราชการ ทั้งคู่ได้ซื้ออาหารสดและหมูย่าง มาประกอบอาหารที่บริเวณโรงจอดรถยนต์ของหน่วยงานซึ่งส่วนหนึ่งใช้เป็นที่ประกอบอาหารและรับประทานอาหาร และได้มีการดื่มเบียร์และสุราที่โรงครัวบ้านพักของทางราชการซึ่งอยู่ติดกับโรงจอดรถยนต์ดังกล่าวและมีประชาชนมาร่วมดื่มด้วย แม้ว่าโรงจอดรถยนต์ได้ใช้เป็นที่รับประทานอาหารเป็นประจำและอยู่ติดกับบ้านพักก็ตาม แต่เป็นพื้นที่โล่งแจ้งมีประชาชนมารับบริการรักษาพยาบาลตลอดเวลาโดยสามารถมองเห็นได้ง่าย เมื่อรับประทานอาหารกันเสร็จ ต่างก็แยกย้ายกันกลับไป แต่ขณะที่มีการรับประทานอาหารและดื่มกินกันอยู่นั้น ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ก็ยังทำงานกันอยู่และได้มีผู้แอบถ่ายภาพขณะมีการรับประทานอาหารและดื่มกินกันดังกล่าวและได้ส่งไปร้องเรียน                              

        พฤติการณ์ของนายรินและนายเบียร์ ดังกล่าวเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ตามมาตรา ๘๒(๒) และมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ สมควรลงโทษภาคทัณฑ์แต่เนื่องจากเป็นการกระทำผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ เนื่องจากทั้งคู่ไม่เคยกระทำผิดวินัยมาก่อนจึงงดโทษโดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือแก่ข้าราชการทั้งสองราย

เงินของ อสม.

        นางสมใจ ข้าราชการ ได้ทำการหักเงินค่าป่วยการของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) คนละ 50 บาท ต่อเดือน เพื่อสมทบเป็นกองทุนในการดำเนินงาน ในเรื่องของส่วนรวม อสม.บางคนไม่ยินยอมให้หักเงินจึงได้มีหนังสือร้องเรียนเรื่องนี้ขึ้น แม้ว่าการหักเงินดังกล่าวจะอ้างว่าเป็นมติที่ประชุมของอสม.ก็ตาม แต่ตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าป่วยการ ของ อสม.พ.ศ.2552 แล้วไม่สามารถหักเงินดังกล่าวมาดำเนินการใดๆโดยปราศจากความยินยอมของ อสม.ผู้เป็นเจ้าของเงินแม้ว่าจะทำไปในลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมก็ตาม ต่อมานางสมใจได้คืนเงินที่หักไปให้กับ อสม.แล้ว

พฤติการณ์ของนางสมใจดังกล่าวเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ ตามมาตรา ๘๒(๒) และมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ สมควรลงโทษภาคทัณฑ์ แต่เนื่องจากเป็นความผิดวินัยเล็กน้อย และมีเหตุอันควรงดโทษเนื่องจากไม่เคยกระทำผิดวินัยมาก่อน จึงงดโทษโดยให้ว่ากล่าวตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรแก่นางสมใจ

                                    เกร็ดความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย

     คดีปกครองเกี่ยวกับเงินบำเหน็จบำนาญของผู้ที่ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ

   นาย ก.เดิมเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกรมที่ดินได้พ้นจากราชการเนื่องจาก อายุครบ 60ปีบริบูรณ์ในปีงบประมาณ พ.ศ.2542 นาย ก.ได้รับเงินบำนาญตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2542 และได้รับเงินบำเหน็จดำรงชีพและเงินบำนาญจากกรมบัญชีกลางตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2550กรมที่ดินได้มีคำสั่งลงวันที่ 7 สิงหาคม 2550 ลงโทษไล่นาย ก.ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 อันเป็นวันที่นาย ก.เกษียณอายุราชการเป็นต้นไป เนื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลว่านาย ก.กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

            ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าการที่ กรมที่ดินได้มีคำสั่งลงวันที่ 7 สิงหาคม 2550 ลงโทษไล่นาย ก.ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 1ตุลาคม 2542 อันเป็นวันที่นาย ก.เกษียณอายุราชการเป็นต้นไป และนาย ก.ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อ ก.พ.ซึ่ง ก.พ. พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์จึงมีผลทำให้คำสั่งกรมที่ดินอนุมัติให้จ่ายเงินบำนาญปกติและเงินบำเหน็จดำรงชีพให้แก่นาย ก. ตามมาตรา 8(1)แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 เป็นต้นมา เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรมที่ดินได้มีหนังสือลงวันที่ 26 กันยายน 2550 เรียกเงินดังกล่าวคืนจึงเป็นกรณีที่กรมที่ดินใช้สิทธิเรียกเงินที่นาย ก.ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิอันมีลักษณะเป็นลาภมิควรได้ ตามมาตรา 406แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีหนังสือขอให้กรมที่ดินดำเนินการสอบสวนทางวินัยกรณีเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดิน จำนวน 18 คนรวมทั้งนาย ก.ถูกกล่าวหาว่ากระทำการโดยมิชอบในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และกรมที่ดินได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแต่ไม่ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงจนกระทั่งการดำเนินกระบวนการสอบสวนพิจารณาเสร็จสิ้นและได้จ่ายเงินบำนาญปกติและเงินบำเหน็จดำรงชีพแก่นาย ก.ทั้งที่ผลการสอบสวนข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีมูลที่ควรกล่าวหาว่านาย ก.กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจึงเป็นกรณีที่กรมที่ดินกระทำการ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นผลให้นาย ก.เชื่อโดยสุจริตในความคงอยู่ของคำสั่ง ทางปกครองที่ให้รับเงินบำนาญปกติและเงินบำเหน็จดำรงชีพโดยนาย ก.ได้รับเงินบำนาญและเงินบำเหน็จดำรงชีพตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 เป็นต้นมา เมื่อกรมที่ดินได้มีคำสั่งลงวันที่ 7 สิงหาคม 2550ลงโทษไล่นาย ก.ออกจากราชการโดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2542 เป็นต้นไปซึ่งเป็นวันที่นาย ก.เกษียณอายุราชการและนาย ก.ทราบคำสั่งดังกล่าวตาม ใบตอบรับของไปรษณีย์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2550  จึงถือได้ว่าเป็นวันที่นาย ก.ทราบว่าตน ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญและเงินบำเหน็จดำรงชีพและต้องคืนเงินที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิให้แก่กรมที่ดินซึ่งต้องคืนเงินที่รับไว้ในฐานลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืนตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 ถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2550ตามมาตรา 406 ประกอบกับมาตรา 412 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2550 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่นาย ก.ทราบคำสั่งไล่นาย ก.ออกจากราชการ ทำให้นาย ก.ตกอยู่ในฐานะไม่สุจริตจึงต้องรับผิดในการคืนเงิน ที่ได้รับไปเต็มจำนวน และข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากที่นาย ก. ได้รับทราบคำสั่งไล่ออกจากราชการแล้ว กรมบัญชีกลางได้โอนเงินให้นาย ก.อีก 3 เดือน เป็นเงินเดือนละ 20,896.05 บาท โดยหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ในวันที่ 24 สิงหาคม 2550 วันที่ 21 กันยายน 2550 และวันที่ 24 ตุลาคม 2550 จึงถือได้ว่านาย ก.ตกอยู่ในฐานะไม่สุจริตจึงต้องคืนเงินที่ได้รับมาทั้งหมดเต็มจำนวนรวมเป็นเงินที่นาย ก.ต้องคืนให้กับกรมที่ดินเป็นเงิน 63,433.32 บาท โดยจะต้องคืนเงินดังกล่าวให้ภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2550 แต่นาย ก.มิได้คืนเงินดังกล่าวจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2550 จนถึงวันฟ้องคือ วันที่ 1 สิงหาคม 2551

       ดังนั้น การที่กรมที่ดินมีคำสั่งให้นาย ก.คืนเงินบำนาญปกติและเงินบำเหน็จดำรงชีพตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2550 เป็นเงินจำนวน 2,106,894 บาท จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สำหรับคำขอของนาย ก.ตามอุทธรณ์ที่ขอให้ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนคำสั่งลงวันที่ 7 สิงหาคม 2550 นั้น เห็นว่านาย ก.ได้โต้แย้งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งของกรมที่ดินที่ลงโทษไล่ตนออกจากราชการมาในคำให้การ ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาแล้วรับเป็นคำให้การ    จึงฟังได้ว่าข้อโต้แย้งดังกล่าวของนาย ก.เป็นเพียงการโต้แย้งว่านาย ก.ไม่ต้องชดใช้เงินบำนาญและเงินบำเหน็จดำรงชีพคืนให้แก่กรมที่ดินอุทธรณ์ของนาย ก.ในประเด็นนี้ศาลปกครองสูงสุด จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษา ให้นาย ก.ชำระเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จำนวน 2,221,365.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ของต้นเงิน จำนวน 2,106,894 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จทั้งนี้ ให้ชำระให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุดและให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด   แก่กรมที่ดินนั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยบางส่วน พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้นาย ก.คืนเงิน จำนวน 63,433.32บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่กรมที่ดินและให้คืนค่าธรรมเนียมศาล ในศาลปกครองชั้นต้นให้แก่กรมที่ดินและค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ให้แก่นาย ก. ตามส่วนของการชนะคดี นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น                                                     

       (คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.240/2557)

       อ้างอิงข้อมูลจากเว็ปไซต์ของศาลปกครองhttp://www.admincourt.go.th

 

                               

ตัวอย่างการกระทำผิดวินัย 1/2558

                      จุลสารข่าววินัยและคุณธรรม ฉบับนี้ขอนำเสนอความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและกรณีตัวอย่างการกระทำผิดวินัย ผู้สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของกลุ่มเสริมสร้างวินัยและระบบคุณธรรมและดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ w.w.w.winaimoph.com            

                                      กรณีตัวอย่างการกระทำผิดวินัย

   คนหลวงใช้เงินหลวง

     นางวันดี ตำแหน่งเจ้าพนักงานสาธารณสุขปฏิบัติงาน ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการเก็บรักษาเงิน และเป็นเจ้าหน้าที่การเงินรับผิดชอบงานการเงินและบัญชี และมีอำนาจลงนามในใบถอนเงินร่วมกับเจ้าหน้าที่รายอื่น นางวันดีได้ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของสถานี อนามัย นำไปใช้จ่ายในเรื่องส่วนตัว จำนวน 300,000 บาท ต่อมาได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาคืนให้กับทางราชการแล้ว และพบว่ามีการเบิกจ่ายเงินโดยไม่มีเอกสารหลักฐานประกอบการจ่าย จำนวน 200,000 บาท นางวันดี ให้การรับสารภาพว่าตนได้จัดทำเอกสารหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายเงินเท็จขึ้นมาใหม่เพื่อให้มีจำนวนเงินคงเหลืออยู่จริง ตรงตามรายงานงบเดือนส่งให้สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเพื่อประกอบการจัดทำบัญชีเกณฑ์คงค้าง

         พฤติการณ์ของนางวันดี ดังกล่าว เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต ตามมาตรา 85 (1) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ลงโทษไล่ออกจากราชการ

           ยักยอกยา

           นายยา ตำแหน่งเภสัชกรปฏิบัติการ ได้ยักยอกยาแก้หวัดสูตรผสมซูโดอีฟรีดรีน ที่ตนดำเนินการสั่งซื้อจากบริษัทยาของเอกชน รวมจำนวน 200,000 เม็ด โดยยาดังกล่าว จำนวน 50,000 เม็ด ได้มีการสั่งซื้อในนามของโรงพยาบาลและนำเข้าคลังยาของโรงพยาบาลตามระบบส่วนอีกจำนวน 150,000 เม็ด นั้น ได้สั่งซื้อในนามของโรงพยาบาลแต่นำยาเข้าร้าน และจ่ายเงินเอง โดยการสั่งซื้อในส่วนนี้นายยาได้ทำการปลอมลายมือชื่อของผู้อำนวยการโรงพยาบาลเพื่อใช้ เป็นหลักฐานในการสั่งซื้อยา และได้นำยาดังกล่าวไปขายให้แก่บุคคลภายนอก

          พฤติการณ์ของนายยา ดังกล่าว เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริตตามมาตรา 85(1) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551

                 ไล่ออกแล้วก็ยังไล่ซ้ำอีก

                  นายธาตรี ตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ มีหน้าที่จัดทำบัญชีการเงิน การรับ-จ่ายเงิน การเบิกถอนเงิน และการเก็บรักษาเงินของสถานีอนามัย นายธาตรี ได้ทำการยักยอกเงินบำรุงของสถานีอนามัยไปหลายครั้งรวมจำนวน ๔00,000 บาท โดยเบิกถอนเงินไปโดยไม่มีหลักฐานการขออนุมัติก่อหนี้ผูกพันและขออนุมัติเบิกจ่ายเงินจากผู้มีอำนาจเพื่อใช้จ่ายในงานราชการ   ซึ่งนายธาตรี ได้ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และเรื่องนี้ทางราชการได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่นายธาตรีด้วย ต่อมานายธาตรีได้รับการล้างมลทินการถูกลงโทษทางวินัยตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา พ.ศ.๒๕๕๐ และนายธาตรี ได้รับการบรรจุกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งและต้นสังกัดเดิม ต่อมาปราฏว่าศาลฎีกาได้มี คำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกนายธาตรี ฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกเงินของทางราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗ เป็นเวลา ๒ ปี
                 พฤติการณ์ของนายธาตรี ดังกล่าว เป็นการกระทำผิดวินัยอย่าง
ร้ายแรง ฐานกระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ตามมาตรา๘๕(๖) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ ลงโทษไล่ออกจากราชการ

                 ไม่เต็มใจ      

                 นายสมชาย ตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ มีพฤติการณ์ไม่เต็มใจให้บริการแก่ประชาชนผู้มารับบริการที่สถานีอนามัย และมักใช้คำพูดในลักษณะที่ห้วนและสั้นกับผู้มารับบริการทำให้ผู้มารับบริการเกิดความ ไม่พอใจ และมีผู้ป่วยรายหนึ่งมารับการรักษาพยาบาลกับนายสมชาย นายสมชายก็ได้จ่ายยาปฏิชีวนะชนิดหนึ่งให้และเมื่อผู้ป่วยแจ้งให้นายสมชายทราบว่าตนนั้นแพ้ยาปฏิชีวนะชนิดที่จ่ายให้จะขอเปลี่ยนเป็นยาตัวอื่นแทน แต่นายสมชาย ก็ไม่เปลี่ยนให้และยืนยันให้ยาชนิดดังกล่าวแก่ผู้ป่วยทั้งที่วันดังกล่าวยังมียาปฏิชีวนะชนิดอื่นที่ใช้แทนกันได้

                   พฤติการณ์ของนายสมชาย ดังกล่าว เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ต้อนรับ ให้ความสะดวก
ให้ความเป็นธรรมและให้การสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้ติดต่อราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตนและฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ ตามมาตรา 82(8) มาตรา 83(4) และมาตรา ๘๔ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ ลงโทษตัดเงินเดือน จำนวน ๕
% เป็นเวลา 1 เดือน

       เมาแล้วขับ

       นายมิตรชัย ตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปธุระส่วนตัว ในขณะเดินทางได้พบด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจและถูกเรียกให้หยุดรถเพื่อตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ผลการตรวจพบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์จำนวน 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจจึงแจ้ง ข้อกล่าวหาและควบคุมตัวนายมิตรชัยส่งฟ้องศาล และศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษเป็นเวลา 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี และให้ไป  รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุกๆ 4 เดือน และให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณะประโยชน์เป็นเวลา20ชั่วโมง นายมิตรชัยได้ให้การรับสารภาพว่าตนได้กระทำความผิดดังกล่าวจริงและจะไม่ประพฤติตนเช่นนี้อีก

       พฤติการณ์ของนายมิตรชัย ดังกล่าวเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงฐานไม่รักษาชื่อเสียงของตนและไม่รักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย ตามมาตรา 82(10) และมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ลงโทษภาคทัณฑ์

                                     เกร็ดความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย

     1.คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๓๙๓/๒๕๕๐ การเบิกจ่ายเงินของทางราชการ  โดยไม่มีหลักฐานการก่อหนี้ผูกพัน ไม่ขออนุมัติเบิกจ่ายเงิน ปลอมลายมือชื่อกรรมการรักษาเงิน และไม่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ

        2.คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.264/2550 ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการระดับ 3 รับราชการมานาน9 ปี ย่อมต้องทราบกฎ ระเบียบและวินัยของข้าราชการ การที่ผู้ฟ้องคดีขาดราชการเป็นเวลาเกินกว่า 15 วันติดต่อกัน โดยอ้างว่ามีปัญหากับสามี นั้น ไม่อาจรับฟังได้ และการที่ผู้ฟ้องคดีนำเงินที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายให้นำไปชำระค่าโทรศัพท์ไปใช้ส่วนตัวเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบแม้การชำระค่าโทรศัพท์จะไม่ใช่หน้าที่ราชการตามกฎหมายหรือระเบียบที่ผู้ฟ้องคดีจะต้องปฏิบัติตามตำแหน่งงานที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งก็ตามแต่ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ต้องปฏิบัติเพราะเป็นการสั่งการในเรื่องของทางราชการที่ชอบด้วยกฎหมาย พฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองและผู้อื่นได้ประโยชน์ ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดแนวทางการลงโทษให้ไล่ออกจากราชการ 
      
3.คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ ฟ.30/2557

            ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาจ้าง ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าได้รับแจ้งและรับทราบจากนาย ค.ว่ามีการลักซองเสนอราคาและเอกสารที่เกี่ยวข้องในการเสนอราคาของบริษัท แต่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเนื่องจากปฏิบัติตามคำสั่งของผู้มีอำนาจอนุมัติสั่งซื้อสั่งจ้างที่สั่งการให้ดำเนินการประกวดราคาต่อไปประกอบกับผู้ฟ้องคดีทั้งห้าได้ทำบันทึกรายงานเหตุการณ์ขณะรับซองเสนอราคาต่อผู้อำนวยการตามลำดับจนถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ทราบแล้ว โดยไม่ได้เสนอความเห็นต่อหัวหน้าส่วนราชการผู้มีอำนาจอนุมัติสั่งซื้อสั่งจ้างให้มีการยกเลิกการประกวดราคากรณีมีผู้เสนอราคาถูกต้องตามเงื่อนไขเพียงรายเดียวและไม่ได้มีการบันทึกระบุเหตุผลสมควรที่จะประกวดราคาต่อไปพฤติการณ์แห่งการกระทำของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าถือว่ามีมูลความผิดเพียงฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ
อันเป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่4มีคำสั่งลดโทษผู้ฟ้องคดีทั้งห้าจากไล่ออกจากราชการเป็นปลดโทษ    ออกจากราชการจึงเป็นการลงโทษที่ไม่เหมาะสมกับความผิดที่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าได้กระทำ คำสั่งลงโทษของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย    

           ศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดี  ทั้งห้าออกจากราชการตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้อง  คดีที่1โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่คำสั่งมีผลบังคับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และมี ข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ควรที่จะดำเนินการเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้ากลับสู่ตำแหน่งเดิม ทั้งนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา แล้วดำเนินการทางวินัยผู้ฟ้องคดีทั้งห้าตามกฎหมายเพื่อให้เป็น ไปตามคำพิพากษาและถือปฏิบัติต่อสิทธิที่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าพึงมีพึงได้ตามกฎหมายในระหว่างที่ออกจากราชการ (อ้างอิง : ข้อมูลจากคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ลงในเว็ปไซต์ ของศาลปกครอง http://www.admincourt.go.th)

Search


เงื่อนไขการให้บริการเว็บไซต์ : Website Policy : Privacy Policy Website Security Policy
Copyright© 2012 KmOps. design by กลุ่มบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการ
ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข