เข้าสู่ระบบ

การสร้างเสริมองค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace)

๑. ชื่อองค์ความรู้         การสร้างเสริมองค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace)

๒. ชื่อหน่วยงาน          สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงสาธารณสุข

3. กลุ่มเป้าหมายกับผู้ใช้

   3.1ทางตรง ได้แก่บุคลากรสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงสาธารณสุข

   3.2 ทางอ้อม ได้แก่ ประชาชนผู้มาติดต่อรับบริการ

4. วัตถุประสงค์

    4.1 เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการ มีความรู้ ความเข้าใจ ทราบแนวคิดและหลักการในการสร้างองค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace)

     4.2 เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และพัฒนาแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกัน เพื่อสร้างองค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace)

     4.3 เพื่อสร้างจิตสำนึกให้เกิดความรักและมีความสุขในการปฏิบัติงาน เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล สร้างความผูกพันในองค์กรของบุคลากรสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงสาธารณสุข

5. โครงสร้างและสาระสำคัญ (เนื้อหาโดยย่อ)

     เหตุผลและความจำเป็น

     จากสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ตามความเจริญของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบที่เชื่อมโยงถึงกัน ตั้งแต่บุคคล ครอบครัว สังคม องค์กรและประเทศ ด้วยเหตุของการพัฒนาที่มีเป้าหมายของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เพื่อมุ่งตอบสนองความพึงพอใจของปัจเจกบุคคลและกลุ่มเป้าหมายเพียงบางส่วน แต่ขาดการคำนึงถึงหลักคุณธรรม จริยธรรม ขาดการพัฒนาที่ยั่งยืน เหตุนี้ในปัจจุบันทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน จึงหันมามองสิ่งที่อยู่ภายในตัวบุคคลแต่ละคนมากขึ้น นั่นคือ “ความสุข” เพื่อมุ่งไปสู่ “องค์กรแห่งความสุข” คือ องค์กรที่สามารถกระตุ้น จูงใจ สร้างความสุขทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจให้ทุกคนในองค์กร สร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร พร้อมปฏิบัติภารกิจขององค์กรให้บรรลุตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแนวคิดหลักที่มุ่งดำเนินงานกับบุคลากรสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงสาธารณสุข ที่ถือเป็นบุคคลสำคัญ และเป็นกำลังหลักของทั้งครอบครัว องค์กร ชุมชน และสังคม มีการเสริมสร้างองค์ความรู้และการขับเคลื่อนการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตในการทำงาน ด้วยความคาดหวังว่าคนทำงานในองค์กรมีความสุข งานที่ได้รับมอบหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความตึงเครียดจากการทำงาน และลดความขัดแย้งในองค์กร เปรียบเสมือน้ำหล่อเลี้ยงให้พฤติกรรมบุคลากรสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงสาธารณสุข ปรับเปลี่ยนและพัฒนาไปในแนวโน้มที่ดี รวมไปถึงความผาสุกในครอบครัว ชุมชน และสังคมที่มีความสุขที่ยั่งยื

องค์กรแห่งความสุข คือ คุณภาพชีวิตของการทำงานที่ดี ดีทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และการเจริญเติบโตมั่นคงในอาชีพ

ปัจจัยที่ทำให้คนทำงาน HAPPY กับงานปัจจุบัน 5 ประการ ได้แก่

   1.  ร้อยละ 26.2 บทบาทและหน้าที่ที่รับผิดชอบ งานและหน้าที่ที่ถนัด ที่รักและชอบ มีผลต่อความสุข

   2.  ร้อยละ 25.4 ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและเจ้านาย เป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน ทำงานเป็นทีมได้เป็น  อย่างดี

   3.  ร้อยละ 20.8 เงินเดือน ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม มีการปรับฐานเงินเดือนที่สูง

   4.  ร้อยละ 19.4 ช่วงเวลาการทำงาน ที่สร้าง work – life balance มีเวลาอยู่กับครอบครัว ทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ

   5.  ร้อยละ 18.6 สิทธิประโยชน์และผลตอบแทนอื่นๆ ได้รับความคุ้มครองทั้งตนเองและครอบครัว มีสิทธิ์รักษาพยาบาล

องค์กรแห่งความสุข จะต้องประกอบไปด้วย ปัจจัย 8 ดังต่อไปนี้

ปัจจัยที่ 1  สุขภาพดี (Happy Body) คือ การมีสุขภาพที่แข็งแรง ทั้งกายและใจ หมายถึง การเริ่มจากตัวเราเอง               โดยการดูแลตัวเองให้มีสุขภาพที่แข็งแรง หาเวลาออกกำลังกาย รู้จักบริหารเวลาให้กับชีวิตที่ลงตัว รู้จักใช้ชีวิต

ปัจจัยที่ ๒ รู้จักผ่อนคลาย (Relax) คือ รู้จักผ่อนคลายสิ่งต่างๆในการดำเนินชีวิต และการทำงาน โดยการหาเวลามาทำกิจกรรมที่ตนเองชื่นชอบ และค่อยมาหาเวลาไตร่ตรอง ทางออก หรือ ทำกิจกรรมส่วนตัวอื่นๆ ซึ่งการทำเช่นนี้ เราอาจจะค้นพบอะไรดีๆ เพื่อนำมาต่อยอดในการทำงานก็ได้ ข้อคิดที่ควรจำ อย่าหนีปัญหาโดยเด็ดขาด เพราะการ           หนีปัญหาคือโทษอย่างร้ายแรง ที่จะทำให้ปัญหาไม่มีที่สิ้นสุด

ปัจจัยที่ ๓ คุณธรรม (Happy Soul) คือ มีศีลธรรมในการดำเนินชีวิต มีการละอาย และเกรงกลัวต่อการกระทำของตนเอง กล่าวคือ รู้จักผิด ชอบ ชั่ว ดี มีคุณธรรมนำ เช่น การคดโกงไม่ซื่อตรงทั้งทางตรงและทางอ้อม การรู้จัก               มีความเมตตา มีความยุติธรรม ละอายต่อใจตนเองหรือผู้อื่น การรู้จักคุณธรรมจริยธรรมในสังคมและขององค์กร

ปัจจัยที่ ๔ การรู้จักใช้เงินเป็น (Happy Money) คือ การทำบัญชีครัวเรือน การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ของตนเอง รู้จักการออมเงิน การสร้างภาระหนี้ที่ไม่จำเป็น หรือ หนี้ที่ไม่ก่อเกิดรายได้ รู้จักยับยั้งสิ่งเร้าในสังคม ไม่ตามกระแสจนเกินไปพูดอีกทางหนึ่งคือ การรู้จักใช้ชีวิตที่พอดีเหมาะสมกับรายได้

ปัจจัยที่ ๕ ครอบครัวดี คือ การรู้จักการสร้างครอบครัวให้เกิดความอบอุ่น และมั่นคง เพราะการสร้างครอบครัวให้อบอุ่นนี้จะเป็นเกราะป้องกัน และครอบครัวที่อบอุ่นจะเป็นภูมิคุ้มกันชีวิตทั้งตัวเรา และสมาชิกในครอบครัวอย่างดี

ปัจจัยที่ ๖ การมีน้ำใจ (Happy Heart) คือ การมีน้ำใจต่อเพื่อร่วมงาน หรือบุคคลทั่วไปที่ตกทุกข์ได้ยาก โดยการหยิบยื่นสิ่งที่เราพอจะทำได้เป็นการแสดงออกมาให้เห็น

ปัจจัยที่ ๗ การใฝ่หาความรู้ (Happy Brain) คือ เราควรหมั่นศึกษาหาความรู้เพื่อนำไปใช้ในขอบเขตหน้าที่รับผิดชอบ การมีความรู้มากขึ้น จะทำให้เราเป็นมืออาชีพมากขึ้น รู้จักวิธีรับมือ การแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น               ส่งผลต่อหน้าที่การงาน การเจริญเติบโต มั่นคงในสายอาชีพ ส่งผลไปยังองค์กรในการทำงานที่มีความสุข

ปัจจัยที่ ๘ สังคมดี (Happy Society) ต้องมี 3 สิ่งไปพร้อมกัน ได้แก่

              - คนในองค์กร การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ของคนในองค์กร การแสดงออกทั้งภายนอกและภายใน เคารพกฎระเบียบวัฒนธรรมองค์กร

             - อาคาร/สถานที่ทำงาน ต้องมีความปลอดภัย มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีอุปกรณ์เครื่องมือที่จำเป็นเพียงพอ

             - ผู้บริหาร/ผู้บังคับบัญชา ต้องมีคุณสมบัติในการบริหาร ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม รู้จักครองตน ครองคน ครองงาน มีธรรมมาภิบาล

6. การนำไปใช้ ภายหลังจากการเข้ารับการฝึกอบรมสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงสาธารณสุข ได้นำความรู้ที่ได้รับมาจัดทำเป็น แผนปฏิบัติการเสริมสร้างความสุข ความพึงพอใจและแรงจูงใจของบุคลากรสำนักงานรัฐมนตรี ประจำปี พ.ศ.2559 โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

โครงการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงาน

   การดำเนินงาน         

   1. ภายใต้โครงการปรับภูมิทัศน์สำนักงานรัฐมนตรี

   2. การจัดระเบียบเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงาน/กิจกรรม 5 ส.

   เริ่มดำเนินการ ภายใน 6 เดือน

โครงการสุขภาพดี ชีวีมีสุข

    การดำเนินงาน

     2.1 ขยับร่างกายท่ากายบริหารที่โต๊ะทำงาน/เต้นกิจกรรมเข้าจังหวะช่วงพัก (เวลา 16.00 น. อาทิตย์ละ 3 วัน : อังคาร พุธ พฤหัสบดี) เช่น การเต้น T26 เต้น บาสโลบ ฯลฯ

     2.2 เปิดเพลงเบาๆช่วงพักรับประทานอาหารกลางวัน เวลา 12.00 – 13.00 น.

      2.3 จัดกิจกรรมให้ความรู้ ความเข้าใจในการดูแลสุขภาพ การบริหารทักษะการดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม

     เริ่มดำเนินการ ดำเนินการได้เลย

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

     1. บุคลากรสำนักงานรัฐมนตรี มีสุขภาพแข็งแรง สุขภาพจิตดี

     2. บุคลากรสำนักงานรัฐมนตรีมีความสุขในการทำงาน เกิดความสามัคคีในหน่วยงาน

     3. ผู้รับบริการมีความพึงพอใจในการให้บริการของสำนักงานรัฐมนตรี

7. แหล่งอ้างอิง สามารถ Download ข้อมูลเพิ่มเติม หรือชมภาพกิจกรรม ได้ที่ เวปไซต์ของสำนักงานรัฐมนตรี http://ministeroffice.moph.go.th/ หัวข้อ การจัดการความรู้ (knowledge management)

 

    

ผลการดำเนินการจัดการความรู้ (KM) ประจำปี 2558 ของสำนักงานรัฐมนตรี

ผลการดำเนินการจัดการความรู้ (KM) 2558 ของสำนักงานรัฐมนตรี (อ่านต่อคลิ๊กที่นี่)

 

 

การจัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน (Standard Operating Procedure : SOP)


    ตามแผนพัฒนาบุคลากรสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงสาธารณสุข (พ.ศ. ๒๕๕๗ - ๒๕๖๐) ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานขึ้น โดยมุ่งหวังให้บุคลากรของหน่วยงาน สามารถสร้างสมรรถนะในการปฏิบัติงานได้ดย่างสอดคล้องกับแนวทางที่หน่วยงานต้องการ และเกิดความก้าวหน้าในวิชาชีพตามสายงานที่ปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งคาดหวังว่าบุคลากรในหน่วยงานจะสามารถปฏิบัติงานแทนกันได้ โดยมีการส่งเสริมให้จัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน (Standard Operating Procedure : SOP) ซึ่งเป็นคู่มือสำคัญที่จะทำให้บุคลากรในหน่วยงานสามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง มีทิศทางเดียวกัน สามารถนำไปปฏิบัติงานได้จริง อีกทั้งยังสามารถนำไปประกอบการประเมินผลการปฏิบัติงานได้อีกด้วย 

     สำนักงานรัฐมนตรี จึงได้จัดทำโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาบุคลากรสำนักงานรัฐมนตรี เรื่อง การจัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน (Standard Operating Procedure : SOP) ขึ้น ดังมีองค์ความรู้ที่ได้ ดังนี้  

อ่านเพิ่มเติม: การจัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน (Standard Operating Procedure : SOP)

ขั้นตอนการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี (ตามมติที่ประชุม ปคร. กระทรวง ครั้งที่ 2/2556)

ขั้นตอนการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี

ตามมติที่ประชุม ปคร. กระทรวง ครั้งที่ 2/2556

 

1. หน่วยงาน / กรม จัดทำเรื่องเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีตามแผนประจำปี/เดือน ของหน่วยงาน

2. เรื่องที่หน่วยงานเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี สำเนาให้สำนักงานรัฐมนตรี (สร.) ตรวจสอบเป็นการเบื้องต้น

3.หน่วยงานเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ตามระบบขั้นตอนการเสนอเรื่อง โดยต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาของหน่วยงาน/กรม (ปคร.กรม) ให้ความเห็นชอบ/ตรวจสอบ หรือ ปรับปรุง/แก้ไข

4.หน่วยงานเสนอเรื่องที่ผ่านการพิจารณา (จาก ปคร. กรม) เข้าที่ประชุมผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาพกระทรวง (ปคร.กระทรวง) ยกเว้นกรณีเรื่องเร่งด่วน สามารถเสนอเรื่องผ่าน (ปคร.กระทรวง) เพื่อพิจารณาโดยตรง

อ่านเพิ่มเติม: ขั้นตอนการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี (ตามมติที่ประชุม ปคร. กระทรวง ครั้งที่ 2/2556)

Search


เงื่อนไขการให้บริการเว็บไซต์ : Website Policy : Privacy Policy Website Security Policy
Copyright© 2012 KmOps. design by กลุ่มบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการ
ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข