เข้าสู่ระบบ

ระบบจัดการฐานข้อมูล

โดย กลุ่มพัฒนาการบริหารข้อมูล ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

 

 เมื่อกล่าวถึงระบบฐานข้อมูล คำว่า ข้อมูลคือ สิ่งที่จะต้องพิจารณาก่อนสิ่งอื่นใด ความหมายของคำว่า ข้อมูล (data) คือ ข้อเท็จจริงต่างๆ ซึ่งต่อไปก็จะถูกนำมาประมวลผลนั่นเอง หรือ อาจจะเรียกว่าเป็นวัตถุดิบ เมื่อข้อมูลถูกนำมาประมวล เช่น การจัดเรียง การแยก กลุ่มจัดกลุ่ม การเชื่อมโยง หรือการคิดคำนวณ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์และต่อมาก็จัดให้อยู่ในรูปแบบที่ใช้ประโยชน์ได้ง่าย เรียกว่าเป็น สารสนเทศกล่าวโดยสรุป สารสนเทศ (Information) ก็คือ ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้ว ตัวอย่างเช่น ข้อมูลของคะแนนสอบของรายวิชาต่าง ๆ ซึ่งจะถูกนำมาประมวลเป็นเกรดของนิสิตแต่ละคนในแต่ละภาคการศึกษา แล้วนำเกรดที่ได้มาคำนวณเกรดเฉลี่ย เพื่อนำไปตรวจสอบสถานภาพเพื่อรายงานสภาพนิสิตต่อไป

 

ลักษณะของสารสนเทศที่ดี ควรจะมีองค์ประกอบใน 4 ลักษณะ ต่อไปนี้

1. ต้องมีค่าถูกต้อง เที่ยงตรง (Correctness and Relevant) สารสนเทศที่ถูกต้องและไม่ผิดพลาดจะทำให้ผู้ใช้ได้ข้อมูลสมบูรณ์และสามารถทำงานในส่วนของตนรับผิดชอบได้อย่างเต็มความสามารถไม่ต้องกังวลว่าได้รับข้อมูลที่ผิดพลาด ระบบสารสนเทศที่มีความถูกต้องเที่ยงตรงเหล่านั้นก็จะถูกจัดว่าเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ

2. สารสนเทศเป็นปัจจุบัน (Current) ข้อมูลที่จะนำมาเปลี่ยนสภาพเป็นสารสนเทศ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ ตามกาลเวลา ตามความต้องการ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับเกรดเฉลี่ยของนิสิตในแฟ้มประวัติของนิสิต ซึ่งจะต้องเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละภาคการศึกษา ระบบสารสนเทศที่ดีจะต้องยืดหยุ่นได้ โดยให้มีการเปลี่ยนแปลงค่าให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ หรือยังคงเก็บค่าเก่าไว้เพื่อประโยชน์ในการใช้งานในกรณีอื่น ๆ ที่แตกต่างกันไป

3. สารสนเทศที่ทันเวลา (Timely) สารสนเทศมีคุณค่าทางเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าไม่ได้สารสนเทศในเวลาที่ต้องการ อาจจะเกิดการสูญเสียโอกาสที่ไม่อาจจะได้กลับมาใหม่ ถ้าไม่สามารถหาข้อมูลสารสนเทศได้ทันเวลา อาจจะเสียโอกาสในงานนั้นไปได้ ระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ คือ ระบบที่จะต้องจัดสรรให้ได้สารสนเทศเมื่อผู้ใช้ต้องการในเวลาที่ต้องการ

4. ไม่มีความขัดแย้งกัน (Consistant) ในหลาย ๆ กรณี สารสนเทศทำให้เกิดความขัดแย้งกันของข้อมูลที่จัดเก็บในหลาย ๆ ที่ หลาย ๆ แหล่งข้อมูล ซึ่งจะทำให้ข้อมูลหรือสารสนเทศเหล่านั้นไม่ตรงกันได้ หรือแม้แต่วิธีการประมวลผลที่แตก ต่างกันก็อาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนขึ้นได้ ดังนั้น ข้อมูลที่มีความคงที่มากที่สุดจะทำให้ข้อมูลมีคุณค่าควรแก่การใช้งาน

นอกจากนี้แล้วการนำเสนอข้อมูลหรือการนำเสนอสารสนเทศในรูปแบบที่เหมาะสม ย่อมทำให้สารสนเทศนั้นมีคุณค่ามากยิ่งขึ้นตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าอาจารย์สอนนิสิตหลายร้อยคนและต้องการจะดูคะแนนรวมของนาย ก. แต่ในระบบข้อมูลมีวิธีการจัดเรียงข้อมูลตามรหัสนิสิต ดังนั้นอาจารย์จะต้องค้นหาชื่อนิสิตตั้งแต่ต้นจนกว่าจะพบชื่อที่ต้องการ โดยที่อาจารย์ไม่ทราบว่านิสิตผู้นั้นมีรหัสเท่าใด ดังนั้นระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ คือระบบที่มีความยืดหยุ่นในการนำเสนอสารสนเทศให้กับผู้ที่ต้องการใช้สารสนเทศนั้น ๆ

แนวความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล

         สารสนเทศเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลข้อมูลจากตารางข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน การวางรูปแบบของโครงสร้างของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน อาจวาดเป็นภาพของบัตรรายการโดยที่แต่ละบัตรจะเรียกว่าเป็น เรคคอร์ด (record หรือ row) เนื้อหาภายในบัตรรายการก็จะเป็นรายการ ข้อมูลแต่ละหน่วยหรือเรียกว่า ฟิลด์ (field หรือ column) และบัตรรายการในเรื่องเดียวกัน เช่น ประวัตินิสิต หลาย ๆ ใบรวมกันก็จะถูกเก็บไว้เป็นกลุ่ม เรียกว่า แฟ้มข้อมูล (file หรือ table หรือเรียกต่อไปว่า relational table)

 ภาพที่ 1.1 ตัวอย่างข้อมูลเป็นเรคคอร์ด (ในรูปของบัตรรายการ)

 ฟิลด์ : หน่วยพื้นฐานของข้อมูล (เช่น ชื่อนิสิต นามสกุลนิสิต รหัสนิสิต เพศ ที่อยู่)
เรคคอร์ด : ชุดของข้อมูลที่สัมพันธ์กัน เรื่องราวเดียวกัน จากตัวอย่างคือประวัตินิสิต 1 คน (1 บัตรรายการ)
ไฟล์ : จำนวนบัตรรายการทั้งหมดรวมกัน (บัตรรายการเรื่องเดียวกัน) (
1 แฟ้มข้อมูล)

 

ฐานข้อมูล (Database)  หมายถึง  ชุดของข้อมูลที่รวมเอาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันเป็นเรื่องราวเดียวกันรวมกัน เป็นกลุ่มหรือเป็นชุดข้อมูล เช่น ฐานข้อมูลนิสิต ฐานข้อมูลวิชาเรียน หรือ ฐานข้อมูลค้า เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้มาจากการบันทึกข้อมูลโดยผู้ใช้ หรือบางข้อมูลอาจจะได้มาจากการประมวลผลข้อมูลแล้วบันทึกข้อมูลกลับไปเก็บที่ตำแหน่งที่ต้องการ

 

ระบบฐานข้อมูล (Database System) ความหมายของระบบฐานข้อมูลก็คือที่รวมของฐานข้อมูลต่าง ๆ หรือที่รวมของข้อมูลทั้งหมด ซึ่งอาจจะได้จากการคำนวณหรือประมวลผลต่าง ๆ หรืออาจจจะได้จากการบันทึกข้อมูลโดยผู้ใช้ เช่น ระบบฐานข้อมูลงานทะเบียนนิสิตมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ทำการรวบรวมเอาฐานข้อมูลต่าง ๆ เช่น ฐานข้อมูลวิชาเรียน ฐานข้อมูลนิสิต ฐานข้อมูลอาจารย์ผู้สอน และ ฐานข้อมูลหลักสูตร เป็นต้น ซึ่งรวมกันเป็นระบบฐานข้อมูลของงานทะเบียนนิสิต หรือฐานข้อมูลห้างร้านต่าง ๆ ก็จะประกอบด้วย ฐานข้อมูลสินค้า ฐานข้อมูลลูกค้า ฐานข้อมูลระบบบัญชี ฐานข้อมูลลูกหนี้ และฐานข้อมูลตัวแทนจำหน่าย เป็นต้น ดังภาพประกอบต่อไปนี้

ภาพที่ 1.2 ตัวอย่างระบบฐานข้อมูล และฐานข้อมูลย่อย

 

จากที่กล่าวมาข้างต้น ระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ ตามตัวอย่างนั้น ถ้าเป็นระบบฐานข้อมูลที่มีขนาดใหญ่มาก ระบบฐานข้อมูลขององค์กรก็ควรจะประกอบด้วยระบบฐานข้อมูลย่อย ๆ หลาย ๆ ระบบฐานข้อมูล เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานและการจัดการ

 ภาพที่ 1.3 ระบบฐานข้อมูลงานลงทะเบียนที่ประกอบด้วยระบบฐานข้อมูลย่อย ๆ

 

ระบบฐานข้อมูลแบบ Client/Server


ระบบ
Client/Server นี้เป็นการแยกการทำงานของ Font-end กับ Back-end ออกจากกันโดยผู้ใช้สามารถที่จะทำการทำงานกับฐานข้อมูลได้โดยไม่จำเป็นต้องทำงานอยู่ที่เครื่องที่ทำหน้าที่เก็บฐานข้อมูลอยู่นั้นเราจะเรียกว่า Back-end ในการนำเสนอระบบนี้อย่างไรนั้นขึ้นกับ Platform ที่ Font-end กับ Back-end ทำงานอยู่ และระดับการจัดการที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน

DB5
โครงสร้างของระบบ
Client/Server Database


ข้อดีของระบบฐานข้อมูลแบบ
Client/Server

  •          การแบ่งแยกการจัดการระหว่างระบบของ Client และ Database Server ออกจากกันโดยการจัดการฐานข้อมูลจะถูกทำที่ส่วนของ Back-end ส่วน DBMS จะถูกจัดการอยู่ที่ Server ทำให้สามารถทำการขยายการใช้งานของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กหรือช้าเกินกว่าที่จะสามารถทำการ Run DBMS ที่ซับซ้อนบนเครื่องนั้นช่วยลดโหลด(Load) ให้กับระบบ Nerwork ที่เชื่อมต่อได้ด้วยแทนที่จะต้องทำ การส่งข้อมูลทั้งหมดไปและกลับผ่านทางสายแลน(LAN) ไปยังเครื่องที่ทำการติดต่อเข้ามา ทำให้การจราจรบนสายส่งลดน้อยลงเหลือเพียงแค่การส่ง Query มาจาก Client มายังตัวที่เป็นฐานข้อมูล เพื่อทำ งานอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อ Server ได้รับ Query ที่ส่งมาก็จะทำการคำนวณและส่งผลลัพธ์กลับไปยัง Client เพียงเท่านั้น
  •          การทำงานของโปรแกรมไม่ขึ้นกับเครื่องที่ทำงาน ผู้ใช้จะไม่ถูกจำกัดบนเครื่องระบบใดระบบหนึ่งเท่านั้น สามารถนำเอาโปรแกรมไปทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องไหนก็ได้และสามารถทำงานได้กับระบบปฏิบัติการได้หลายตัวไม่ว่าจะเป็น MS-Windows, Unix, Mac OS, IBM OS/2, MS/PC-Dos เป็นต้น นอกจากนี้ Client และ Server ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน
  • การรักษาความถูกต้องของข้อมูลในปัจจุบันระบบ Database Server ส่วนมากทำงานบน DBMS ที่ใช้การจัดการแบบ Relation DBMS เมื่อผู้ใช้ต้องการที่จะทำการแก้ไขค่าของข้อมูลจะต้องทำการ Log In เข้ามาใช้งานที่ Server ก่อน ทำให้ข้อมูลไม่กระจัดกระจายและมีความถูกต้องอยู่เสมอ การปกป้องข้อมูลที่เครื่องที่ทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูล (Server) บางครั้งอาจมีการเข้ารหัสที่เก็บไฟล์ โดยข้อมูลถูกเข้ารหัสเพื่อป้องกันการดูจากภายนอก DBMS ได้

ข้อเสียของระบบ Client/Server

  •         การเพิ่มค่าใช้จ่ายในการจัดการและเตรียมบุคลากรที่จะทำหน้าที่บำรุงรักษา Database Server เมื่อจำนวนผู้ใช้มีมากขึ้นหรือเมื่อฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่มากขึ้น นอกจากนี้การฝึกฝนผู้ควบคุมระบบยังเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในตอนเริ่มต้นอีกด้วย เนื่องจากคนที่เข้ามาทำงานอาจจะไม่คุ้นเคยกับระบบที่ทำอยู่การเพิ่มค่าใช้จ่ายทางด้าน Hardware ก็จะเพิ่มขึ้น

 

 

Search


เงื่อนไขการให้บริการเว็บไซต์ : Website Policy : Privacy Policy Website Security Policy
Copyright© 2012 KmOps. design by กลุ่มบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการ
ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข